DrRider's Blog : Med, Tech and My Life


DrRider's Blog : Med, Tech and My Life

There're almost no "Med" topics in this blog... Maybe... I should consider to change its name -_-'

iWork'09

Tuesday, June 16, 2009

I just want to catch the stream of using licensed software (see Plynoi), in this case, iWork ’09.

I’d bought this with my Macbook in Australia (just A$89 from A$129, so cheap!) but never opened it until I came home. This software package comprises of word processor (Pages), spreadsheet (Numbers) and presentation (Keynote) components. It works well with Thai language, except the annoying backspace which deletes both normal, upper as well as lower level characters at the same time and occurs with every single program that use Apple input method (Firefox is not the case).

The package is very tiny and minimal (compared to MS Office package), composed of a box containing an iWork ’09 with templates DVD and 2 flyers which tell you the features, how to install the software and warranty conditions...



This is not a review, so you can find some reviews from somewhere else like here and here

Why did I decide to buy this piece of software? Because I just don’t want my Macbook to become only an entertainment machine. So I have to have some pieces of productivity softwares on it and it’s cheap. MS Office 2008 is not the choice because not only it has Thai language problem on the Mac version, but also compatibility of MS Office between platforms is quite poor and it’s sort of, well, expensive. Of course, you almost can’t share iWork’s documents with others but, at least, you can export it to PDF, MS formats, RTF or even plain text (why not OpenDoc? Apple?). And the most important reason… I just want to buy it! lol



OO.o 3.1 is working great on Mac but with some problem which I haven’t investigated and report the bugs. But one thing is that it didn’t enable Thai from start and the default font can’t use Thai (default font is Tahoma which I don’t understand why it displays box rather than Thai character). At the moment, Thonburi is the font of choice on the Mac platform.

Pages is quite easy and intuitive to use but I don’t know how good it can handle the large document (like thesis or book) as I never tried to do things like that on Pages (LaTex should do this job better). Numbers is quite hard to use and need some times to get familiar with, especially for the one who formerly uses Excel or Calc. Keynote has good templates and transition animations and I think it’s a great piece of software for presentation on the Mac but don’t even think about export it to ppt as it will be worse than you can imagine.

In conclusion, I’m happy with iWork’09. It can do what I want (I wrote this offline on Pages) and is quite cheap when compare to its competitor. But for a serious document and spreadsheet, not presentation, though, go for OO.o :P

Labels: , ,


Read more...


Driving in Bangkok

Sunday, June 07, 2009

กลับมาจากออสเตรเลียได้ 3 อาทิตย์ ก็ขับรถเกือบตลอด ทั้งจากบ้านไปรังสิต, ขับไปนู่นไปนี่ ไป Barcamp Bangkok 3 ที่ ม.ศรีปทุม, ขับไปศิริราช, ขับไปทำงานคลินิกที่ทองหล่อ และสุขุมวิท 93 หลังจากที่ห่างหายจากการขับรถในเมืองไทยไปเป็นเวลานาน ทำให้พบว่า การขับรถในเมืองไทย โดยเฉพาะกรุงเทพนั้น เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก

เคยได้ยินคนพูดว่า ถ้าขับในกรุงเทพได้ ขับที่ไหนในโลกก็โอ(เค) อันนี้เห็นท่าจะจริง (แต่เพื่อนที่เป็นคนจีนก็บอกในทำนองเดียวกัน (แต่เป็นปักกิ่งกับเซี่ยงไฮ้ แสดงว่าวุ่นวายได้ไม่ต่างกัน) แต่จะโดนจับปรับอานหรือเปล่าอีกเรื่อง เมื่อก่อนตอนยังอยู่เมืองไทยก่อนไปออสเตรเลีย ขับรถตลอด แต่ก็ไม่ได้คิดว่ามันน่ากลัวอะไร แต่เนื่องจากตอนที่อยู่ออสเตรเลีย ไม่ได้ซื้อรถ สรุป ไม่มีรถขับ หรือขับบ้าง ก็เช่ารถขับไม่ไกลเท่าไหร่ แถมกฎจราจรเข้มมากจนทุกคนต้องระวังกันหมด ถึงถนนจะงงๆ ไปบ้าง แต่เป็นบล็อกๆ ทำให้ถ้าไม่ได้อยู่บน highway ล่ะก็จะหาที่กลับรถ หาทางไปนู่นนี่ได้ง่ายอยู่ และที่ออสเตรเลียไม่มีมอเตอร์ไซค์จำนวนบ้าเลือดขนาดนี้ เลยทำให้รู้สึกว่าการขับรถในออสเตรเลียเป็นเรื่องที่ chill เอามากๆ

กลับมาอาทิตย์แรก กรุงเทพ อุดมไปด้วยทางด่วนที่ไม่เคยขึ้น ถนนที่เคยไปก็เปลี่ยนทางมั่ง ทำถนนมั่ง ไปได้มั่ง ไปไม่ได้มั่ง สรุป ขับรถหลงทางจนโดนค้อนไปหลายที อาทิตย์ต่อมา เริ่มไปทำงานที่คลินิกทองหล่อ ขับออกไปจากอ่อนนุช เข้าสุขุมวิท แล้วเข้าทองหล่อ ไม่มีอะไรมากมาย รถก็ติดพอสมควรประมาณว่าขึ้นรถไฟฟ้าไปมันเร็วกว่าแน่นอน แต่คลินิกที่ทำอยู่ลึกนิดหน่อย คือ ซอย 10 หรือหน้าโออิชิ เลยขับรถละกัน

ทองหล่อเป็นถนน(คาดว่าคงตั้งใจให้มี) 6 เลน ข้างละ 3 แล้วมันก็เหลือ 4 เพราะเลนข้างทางเท้าเอาไว้จอดรถ จากนั้นก็เหลือ 2 (dynamic) เพราะเลนขวาชิดเส้นกลางมันจะเป็นเลนที่รถรอเลี้ยวเข้าซอยต่างๆ ทั้ง 2 ด้านสรุป เหลือข้างละเลน แต่ก็ไม่เลวร้ายมาก ตอนเลี้ยวเข้าทองหล่อจากสุขุมวิทก็จะมีไฟจราจรอยู่ พอไฟเขียวเลี้ยวได้ (ประมาณ 30 วินาที) ก็ต้องมาติดคนข้ามถนนหน้าทองหล่อ, คนขายของเข็นรถข้ามถนน และมอเตอร์ไซค์ย้อนเลนเลี้ยวเข้าวิน ให้ได้เสียวเล่นๆ อยู่กลางสี่แยก ระหว่างทางไปที่คลินิก ก็จะมีรถเลี้ยวเข้าซอย, คนข้ามถนน, มอเตอร์ไซค์สวนเลนเวลาฝั่งตรงข้ามรถติด เป็นระยะๆ

ทีนี้ คลินิกที่ทำ มันต้องเลี้ยวเข้าซอย 10 ซี่งมันเป็นซอยที่สามารถไปโผล่เอกมัยได้ ดังนั้นรถเยอะมากช่วงเวลาเร่งด่วนจะมีรถรอเลี้ยวเป็นแถวยาว รถรอเลี้ยวออกจากซอยทั้งซ้ายและขวาก็เป็นแถวยาว มีไฟจราจร แต่มันไม่เปิด!! ปล่อยให้จัดสรรการเลี้ยวกันเองตามยถากรรม (มีตำรวจช่วง 7.00-8.30 น. มั้ง มาช่วยจัดสรรการเลี้ยว) ปัญหาตรงนี้มันวุ่นวายมากขึน เพราะ มอเตอร์ไซค์จำนวนมากจะไปทางตรง และมาขวางรถเลี้ยวที่เลี้ยวมาแล้ว 3/4 คันเบรคกันวุ่นวาย สุดท้ายรถที่เลี้ยวไป 3/4 คันนั้นก็ต้องจอดอยู่ตรงนั้นเพราะมอเตอร์ไซค์จำนวนมากเลื้อยตัดหน้า เหมือนซุงขวางแม่น้ำ รถที่รอเลี้ยวขวาจากซอยก็ไปไม่ได้ เพราะติดรถที่เลี้ยวอยู่ตรงนั้น รถที่จะไปทางตรงอีกข้าง (มุ่งสุขุมวิท) ก็ไปไม่ได้ เพราะติดรถที่เลี้ยวตรงนั้นเหมือนกัน รถรอเลี้ยวเข้าซอยก็ติดแน่ๆ อยู่แล้ว ดูแล้วก็คิดว่ามันจะรีบแทรกไปไหนกัน แทนที่ให้คันนี้ไปซะแล้วทุกคนก็จะได้ไป ต้องมาติดอีกห้านาทีทุกเลน เพราะ มอไซค์แทรกไปแทรกมา แทรกกันหมดทุกคัน

นอกจากนี้ ทองหล่อยังเป็นถนนที่ข้ามถนนยากมาก จากการที่มันมี หกเลน (ใช้วิ่งจริง 4 ) และช่วงเวลาพักเที่ยงหรือบ่ายถนนค่อนข้างโล่ง แต่รถไม่ว่าง ขับเร็วอีกต่างหาก การข้ามถนนเป็นเรื่องที่เสียวอยู่ไม่น้อย แถมฝั่งที่คลินิกอยู่มันก็ไม่ค่อยมีของกิน เลยต้องข้าม… การมีทางม้าลายไม่ได้ช่วยอะไร เพราะรถไม่เคยหยุดอยู่แล้ว เหมือนเอาสีมาทาถนนเล่นให้เปลืองงบประมาณ กว่าจะข้ามได้ รอแล้วรออีก เพราะไม่แน่ใจว่า ข้ามไปรถมันจะชะลอให้หรือเปล่า เหอๆ

การเปลี่ยนเลนในถนนกรุงเทพก็ยากมาก คือบางทีไม่มีรถ แต่มีมอเตอร์ไซค์พร้อมแทรกเข้ามาเป็นฝูง และคนส่วนมาก ไม่ค่อยนิยมให้เปลี่ยนเลนกันแล่นปิดทางกัน ทั้งที่ตัวเองก็ไปไม่ได้ ยิ่งทางเข้าออกซอยอย่างงี้ ปิดกันสนิทไม่ให้ใครเข้าออกกันเลยทีเดียว

พูดถึงเรื่องความมีน้ำใจเวลาขับรถ ที่เมลเบิร์น เปิดไฟเลี้ยวจะเปลี่ยนเลน หรือออกจากที่จอดข้างถนน รถมากกว่า 80% จะชะลอและให้เราไปก่อน ไม่มีจอดกลางแยก ไม่มีจอดปิดซอย ส่วนนึงคงเป็นกฎหมายที่ปรับแรงมาก แต่อีกส่วนนึงคงเป็นจิตสำนึกในการใช้ถนนร่วมกัน หรืออาจจะขับรถแบบเน้นกันว่าปลอดภัยไว้ก่อน ดูข่าวอุบัติเหตุจราจรที่เมลเบิร์นทีบอกว่า ปีนึงคนตายบนถนนจาก speed driving/drunk driving ~100 ได้ เห็นแล้วอยากหัวเราะ เมืองไทย ทั้งคนขับและผู้บริสุทธิ์ตายจากอุบัติเหตุการจราจรปีนึง เอาแค่ช่วงสงกรานต์ก็ปาเข้าไปหลายร้อยแล้ว

แต่ยังไงคนไทยก็ยัง (ค่อนข้าง) สุภาพเวลาขับรถ เพื่อนคนนึงมาเมืองไทยแล้วเห็นสภาพการจราจรอันวุ่นวายขนาดนี้ แล้วก็บอกว่า คนไทยโคตรสุภาพ ไม่เห็นมีออกมานอกรถ (มันร้อน) ไม่มีบีบแตรใส่กัน (ชินแล้ว บีบไปมันก็ไปไม่ได้) ไม่มีด่าฟักแฟงแตงโมกันเลยเวลาขับรถ (บอกไปแต่ว่า มันยิงกันเลยอ่ะ เวลาปาดหน้ากัน แต่เค้าดูไม่ค่อยเชื่อแฮะ) เทียบกับออสซี่ขับแล้ว แค่ไฟเขียวกำลังจะเหยียบคันเร่ง มันก็บีบแตรไล่หลังแล้ว แถมด่ากันเยอะด้วย

สรุป จริงๆ ก็ไม่รู้ว่าคนไทยจริงๆ แล้วมีน้ำใจหรือเปล่า ขับรถสุภาพหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ มากกว่าครึ่งขับรถแบบตามใจฉัน จะเลี้ยวก็เลี้ยว ไม่เปิดไฟเลี้ยว จะจอดก็จอด (ถึงจะเปิดไฟจอดก็เถอะ) ขาวแดงก็ไม่สน ถนนสี่เลนก็เหลือสอง จอดซ้อนคันแบบไม่สนใคร ฯลฯ

ถ้าไม่เคยไปใช้ถนนที่ออสเตรเลียมา คงไม่รู้สึกสังเกตมากเท่านี้ แล้วก็ปล่อยมันเลยๆ ไปแฮะ สรุปได้ว่า การจราจรในกรุงเทพมันวุ่นวายและน่ากลัวกว่าที่เคยคิดมากเลย (หรือว่าเราแก่หว่า) เมื่อไหร่มันจะหัดทำตามกฎจราจรกันซักทีวะ

Labels: , ,


Read more...


Australia ... we'll miss you.

Saturday, May 09, 2009

I've stayed in Australia with boss for almost 5 years. It's been quite a long time... Nevertheless, time flies and it's almost over. Boss is finishing her study and we're going to go home next week...

I don't know what to say but Australia is just like my another home and I'm going to leave it. Anyway, we might come back if the immigration grants us permanent resident visa (which is still not allocated to any officers :P).

Goodbye Australia... we'll miss you mate!

PS. After knowing twitter, I didn't write my blog for a long time... but I will try my best to update this blog :D

Labels: ,


Read more...


Gay-O-Meter

Sunday, August 24, 2008

Found this from Kohsija then tried it myself.

The result is ...



Am I a boring straight guy? By the way, I'm no hate LB.

Read more...


Mix blogging

Saturday, August 23, 2008

ดอง blog มาเป็นเวลานานมาก เดี๋ยวขอทดไว้ก่อนว่าช่วงที่ผ่านมาทำไรไว้มั่ง ถ้ามีอารมณ์อยากเขียนก็จะเขียน

เรื่องแรกเกี่ยวกับงานที่ทำที่ Monash เรื่องเกิดจากการที่ต้องไปทำงานเกี่ยวกับ student administration ไม่ได้หรูอะไรมาก จริงๆ คือไปตามเก็บรวบรวมรายงานแล้วก็ส่งให้ผู้สอนเอาไปตรวจให้คะแนนต่อไป แล้วก็รับกลับมาเพื่อส่งคืนให้นักเรียนต่อไป เรื่องคือ ดันไปทำรายงานหายระหว่างการขนส่ง (ไม่รู้ตรงส่วนไหน) เนื่องจากไม่ได้มีขั้นตอนการตรวจสอบที่เป็นขั้นตอน แถมเอกสารกองท่วมโต๊ะอยู่ ดีที่ไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นมามาก (แค่ให้นักเรียนส่งรายงานมาใหม่ และไม่มีการปรับโทษคะแนน) เลยต้องพัฒนะระบบการตรวจสอบไว้ก่อนที่มันจะเกิดเรื่องอีก พูดเหมือนหรู จริงๆ คือสร้าง worksheet ไว้บน Excel แค่นั้นแหละ เพื่อเอาไว้ตรวจว่ารับรายงาน ส่งรายงาน ปรับเรื่องสาย หรือมีรายการยืดการส่งรายงาน

ทีนี้เราเห็นว่ามี barcode scanner อยู่ตัวนึงวางอยู่จนฝุ่นจับ แล้วรายงานนักเรียนที่ส่งก็จะต้องมีใบปะหน้าซึ่งมี barcode แทนหมายเลขประจำตัวของนักศึกษาอยู่ด้วย ก็คิดว่ามันควรจะมีโปรแกรมอะไรซักอย่างเพื่อใช้งานตรงนี้ (ไม่งั้นมันจะมี barcode ทำปร๊ะอะไร) ก็เลยไปถามผู้เกี่ยวข้อง ปรากฏว่า มันไม่ได้มีโปรแกรมอะไรเลย!!! เอาไว้ลง ID ของนักเรียนใน Excel (มันมี barcode ไว้ทำปร๊ะจริงๆ ด้วย - -') เอาหละ ด้วยเหตุนี้ เริ่มเห็นว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่ไร้ประโยชน์ เริ่มเห็นว่ามันเป็นโอกาสในการพัฒนาอะไรซักอย่างขึ้นมาเพื่อให้สามารถทำงานได้สะดวกขึ้นกว่าการนั่งกด Find แล้วใส่อะไรลงไปใน cell เพื่อเช็ครายงาน นั่นคือ เอา barcode scanner ตัวนี้มาใช้ให้มีประโยชน์มากขึ้น เพื่อการตรวจสอบรายงาน

โดยหลักๆ แล้ว อุปกรณ์ตัวนี้เมื่ออ่าน barcode มันจะเป็นการส่งสัญญาณแป้นพิมพ์เป็นตัวเลขที่อ่านได้จาก barcode แล้วตามด้วยการกด Enter (หรือ carriage return) ตัวอย่างเช่น ถ้าใช้ scanner อ่าน barcode ในโปรแกรม notepad มันก็จะพิมพ์เลขของบาร์โค้ดออกมาแล้วขึ้นบรรทัดใหม่ เราก็ใช้ตรงจุดนี้มาผนวกกับ Excel ด้วย VBA ซะ (ลงทุนซื้อ Excel VBA programming for Dummies มาอ่านเลยนะ) จากที่ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับ vba เลย แต่ก็เขียนได้ด้วยความร่วมมือของหนังสือกับ Google ตอนแรกกะให้มันหาแถวของนักเรียนเพื่อใส่ "tick" เข้าไปเฉยๆ พร้อมตัวเลือกอีกสองสามอย่าง ไปๆ มาๆ feature มันเยอะขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ต้องตามเก็บ error handling มากขึ้นเรื่อยๆ เขียนแล้วเริ่มสับสนด้วยเหตุที่เป็นการเขียนโปรแกรมแบบไม่มีการวางแผนล่วงหน้า (เด็กๆ ไม่ควรเอาอย่างนะ) เลยเอาแค่ feature พื้นๆ พอ แล้วเอาที่ต้องการเพิ่มไปใส่ไว้ในอีกโปรแกรมแทน (simply the best) ไว้ว่างๆ จะเอา source code มาลง


เรื่องต่อมาคือ เมื่อเร็วๆ นี้ bid ได้จอ 24" ของ LG (L246WH-BN 1920x1200)จาก ebay มาใช้งานกับ Wii laptop ตัวเดิม บน Windows ไม่มีปัญหา ทำ Extended desktop ได้ สะดวกเวลาทำ spreadsheet ยาวๆ ทีนี้มาบน Debian ... มีปัญหา มันถือสา.. เอ้อ ไม่ใช่ละ มีปัญหาเรื่องทำ extended desktop ไม่ได้ มันแสดงผลออกมาที่ความละเอียด 1920x1200 ทั้งสองจอแบบ clone (คือมันล้นจอ laptop แบบทะลักเลย) ดูท่าทางปัญหาอยู่ที่ไดรเวอร์ของอินเทล i810 ที่ไม่สามารถรับความละเอียดของ virtual space มากๆ ได้ (รู้สึกว่าเต็มที่คือ 2048x2048 เอ๊ะหรือมันเป็นที่ chipset 82852/82855 วะ) ลองตั้งแล้ว startx ก็มืดทุกที ท่าทางจอมันจะใหญ่ไป เอาวะ ถ้างั้นก็ใช้จอ 24" อันเดียวก็ได้แล้วก็ปิดจอ laptop ซะด้วยคำสั่ง

xrandr --output LVDS --off


จบ

เรื่องถัดมา วันก่อนสั่งซื้อ CycloDS Evolution การ์ดยอดฮิตที่ให้คุณสามารถ run โปรแกรม homebrew และ rom เกม (backup หรือ เถื่อน :P) บน Nintendo DS ได้ จากเว็บเดิมที่เคยสั่ง Wii Freeloader ปรากฏว่า พอสั่งเสร็จ วันรุ่งขึ้นท่านลดราคาลงมา A$5 ซะงั้น ... แสรดดด เจ็บใจ แต่ซื้อมา run homebrew เท่านั้น (ใครจะเชื่อ) จริงๆ ลองโหลดเกมมาเล่นสองเกม คือ FF IV DS (ที่ออสมันยังไม่ออกนี่หว่า) กับ Lifesigns: Surgical Unit

FF นั้นจบไปแค่ title เดี๋ยวรอสอยของแท้ต้นเดือนหน้า แต่ Lifesigns เล่นจบบทแรกไปแล้วไม่สนุกอย่างที่คิด (ถ้ามันเป้น manga คงตามอ่าน) ไม่ซื้อละ เดี๋ยวลบทิ้ง

โปรแกรม Homebrew ที่น่าสนใจสำหรับ DS ก็ได้แก่ DSOrganize (โปรแกรม organiser/file manager), DSPaint (วาดรูปแบบสีน้ำ หรือสีน้ำมัน สามารถ playback สิ่งที่คุณวาดได้ ดูสนุกดี), moonshell media player (มันแถมมากับการ์ดทุกตัวมั้ง คงไม่ต้องบอก), Tuna-ViDS (โปรแกรมเล่นไฟล์ avi ที่ encoded ด้วย Xvid บน DS) คิดว่ามีประโยชน์กว่า moonshell ที่ไม่ต้องทำไฟล์ให้เป็น DPG แต่สุดท้ายต้อง encode ใหม่อยู่ดีเพราะไฟล์ที่มีอยู่ resolution มันเกิน พอเปิดแล้ว IO error, SvSIP (โปรแกรม VoIP บน DS) เจ๋งมาก ถ้ามี Wi-fi กับ VoIP account ของอะไรซักอันอยู่ (ดูหัวข้อถัดไป) แต่แนะนำให้ซื้อ headset เพิ่ม เพราะเสียงจาก mic ที่ตัว DS มันไม่ดีเอามากๆ ส่วนนี้ขอไม่ลงลิงก์เพราะขี้เกียจเกิน ถ้าอยากรู้ว่าหาจากไหนถาม Google เอาละกัน


อีกเรื่องคือตอนนี้ boss ไปพบ VoIP สุดถูกเข้าจาก Voipdiscount โดยช่วงนี้ถ้า register แล้วยอมจ่าย €10 (ประมาณ A$18) จะสามารถโทรฟรีกลับเมืองไทย (และอีกหลายประเทศ เช่น USA, Australia) ได้ 120 วัน หลังจากนั้นคิดอัตรา ~3 cent euro ต่อนาทีสำหรับประเทศไทยรวมทั้งโทรศัพท์บ้านและมือถือ เลยถือโอกาสทดลองใช้บน Debian ด้วย ตอน register กับเจ้านี้ต้องดาวน์โหลดโปรแกรม (Windows เท่านั้น) มาก่อนถึงจะลงทะเบียนได้ แต่หลังจากนั้นก็แค่ใส่ค่า SIP parameters ต่างๆ ที่มีให้บนเว็บลงไปในโปรแกรม client เช่น Ekiga หรือ SvSIP บน NDSL ก็สามารถโทรเข้าโทรศัพท์บ้านได้ทันที เจ๋ง ตอนใช้ SvSIP ก็กดเลขโทรศัพท์ลงไปได้เลย (เป็น international format เช่น โทรเข้าโทรศัพท์บ้านที่กรุงเทพก็ 6621234567) แต่พอใช้ Ekiga นี่งงอยู่พักนึง สุดท้ายก็ถึงได้รู้ว่า ต้องใส่ @sip.voipdiscount.com ลงไปด้วย โทรบน Debian เสียงก็ยังชัดแจ๋ว

จบดีกว่า ว่าจะสั้นๆ ไหงยาวเป็นโยชน์

Labels: ,


Read more...


Some tips about hard disk

Saturday, June 28, 2008

Just faced a 24-mount forced check by fsck today (on Debian using ext3). So I'd like to increase mount times to 2 folds before beginning the forced check. After googling around a bit, I found it here.

$sudo tune2fs -c 60 /dev/hda6


This means the maximum mount time increases to 60 times before starting the forced mount check. Anyway, it is not a good idea to disable the forced check.

Next is to find the UUID (Universally Unique Identifier) of the hard disk. It is useful to identify your hard disk regardless of order of installation. For example, if the first hard disk is sda and the second hard disk is sdb and they both have different file system. When you swab the cable (and port) this nomenclature will change and what in /etc/fstab will not work. But if the UUID is used, both hard disks are still be mounted correctly. Alright, this is how to get your UUID:


Use ls


$ ls -l /dev/disk/by-uuid/
total 0
lrwxrwxrwx 1 root root 10 2008-06-28 21:05 B628CC5228CC1373 -> ../../hda1
lrwxrwxrwx 1 root root 10 2008-06-28 21:05 bb34fd58-ca7a-499e-a74c-fe8ba771a148 -> ../../hda6
lrwxrwxrwx 1 root root 10 2008-06-28 21:05 c1fdb5ad-05d6-47f5-b6eb-852bb834df55 -> ../../hda7


or this command


$ blkid /dev/hda6
/dev/hda6: UUID="bb34fd58-ca7a-499e-a74c-fe8ba771a148" TYPE="ext3"


That's all for today...

Labels: , ,


Read more...


Life with Debian - memo

Sunday, June 08, 2008

วันก่อนหาเรื่องยุ่งโดยการพยายามอัปเกรด Kubuntu Gutsy ให้เป็น Hardy โดยเริ่มจากการใช้ upgrade wizard ให้อัปเกรดผ่านเครือข่าย (เพราะโควต้าของเดือนเหลืออีกเยอะ) หลังจากทำเสร็จบูตใหม่มีปัญหาเม้าส์ใช้ไม่ได้ซะงั้น (แต่ trackpad ใช้ได้) เลื่อนตัวชี้เม้าส์ไม่ไปเอาเลย ตอนนั้นยังมึนๆ ไม่มีความคิดในการค้นหาข้อมูลอะไรเท่าไหร่ และไม่รู้ด้วยว่าเกิดจากอะไร (ตอนนี้พอคาดได้ว่าอาจเกิดจากการหันไปใช้ x.org 7.3 และเกิดความไม่เข้ากันบางประการกับ evdev เพราะตอนเปลี่ยนมาเป็น Debian ก็คล้ายๆ กัน) แต่รู้สึกว่า ถ้าใช้พวก *buntu ควรจะ out of the box เลยตัดสินใจลองลงใหม่แบบ clean install (ก็ไม่สะอาดมาก ยังเก็บพวกแฟ้มตั้งค่าทั้งหลายเอาไว้ใน /home partition) ลงเสร็จก็อัปเกรดแพ็คเกจต่างๆ ตามที่มันเตือนให้อัปเกรด เสร็จแล้วลองใช้ไป เจอปัญหาเดิม - -' แถมด้วยทีนี้ล็อกเอาท์ไม่ได้ พอล็อกเอาท์แล้วหน้าจอมืดไปเลย แต่ถ้า shutdown ไปเลยหรือ reboot ได้ตามปกติ ตอนนั้นคิดได้ว่า...

  1. ไม่น่าเลยกู ใช้ Gutsy ได้ดีๆ ไม่เอา
  2. LTS=ต้องรอไปใช้ปีหน้ารึเปล่าฟะ ชักเหมือน M$ ที่ถ้าจะเปลี่ยนจริงๆ กรุณารอ SP[123...]
  3. มีตัวอย่างเยอะแยะ เช่น Plynoi เป็นต้นทำไมไม่เชื่อมัน (เค้าว่ากาลามสูตรไง :P)
  4. ...

เป็นต้น

ทีนี้ชั่งใจอยู่นานว่าจะเอาไงกะมันดี ทั้งมีคนยุให้ลง gentoo ซะเลย แต่ก็อย่างที่บอกผมรู้สึกว่า gentoo นี่มันเสียเวลาทำมาหากิน เลยตัดสินใจลง Debian ดีกว่า หลังจากคราวที่แล้วลงไปแล้วไม่สัมฤทธิ์ผล หันกลับไปหา Gutsy ใหม่ เอาเหอะ ลงก็ลง ไหนๆ ก็รู้สึกว่า Hardy มันไม่ค่อยสมบูรณ์ คราวนี้ทำใจกล้าลง debian unstable ซะเลย ใหม่ดี เหอๆ

เริ่มจาก ดาวน์โหลด testing snapshot CD + KDE ของวันที่ 02062008 มาซะเผาลงแผ่นแล้วก็บูต จัดการ format partition ที่เป็น system เดิมแล้วให้ mount /home ที่เก่า (แนะนำให้แบ่ง /home เป็นอีก partition นึง ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด การตั้งค่าต่างๆ เกือบทุกอย่างและข้อมูลในนั้นยังอยู่ครบ) ลงแผ่นนึงแล้วให้มันดาวน์โหลดที่เหลือจากอินเทอร์เน็ต คืนนั้นใช้เวลาไปกว่าสามชั่วโมง เพราะว่าช่วงนี้ noise ในสายโทรศัพท์มันเยอะเป็นบ้า ความเร็วตกเหลือไม่ถึงเม็ก T_T (วันก่อนทำความสะอาดไปได้มา 6 เม็กกว่าๆ อีกไม่กี่ชั่วโมงกลับไปเท่าเดิม T_T)

เอ้า ลงเสร็จบูตใหม่ ไหง kdm ไม่ขึ้น ขึ้นแต่ login prompt...

แสรดดด ...

เอ หรือว่ามันจะมีการบูตด้วย runlevel ที่ไม่มี graphic mode ลอง startx ซิ

ได้ผล ... ขึ้น TWM ไม่ใช่ KDE ... แสรดดด

ลองเล่นๆ ดู โคตร primitive แต่ยังดีที่ยังมีอย่างอื่นมาพอสมควร -> iceweasel เป็นต้น เลยยังพอ surf อินเทอร์เน็ตได้ ระหว่างนั้นลอง apt-get นู่นนี่อีกหลายอย่าง ปรากฏว่ามีมั่งไม่มีมั่ง กำลังสงสัยว่าเป็นที่แหล่งสำเนา (mirror) หรือเปล่า (ใช้ของ aarnet.edu.au) เลยเปลี่ยนแหล่ง repo เป็น ftp.au.debian.org แล้วก็เปลี่ยน dist จาก lenny เป็น unstable ทั้ง main, contrib, non-free ซะ ก่อนที่จะ
#apt-get update
#apt-get dist-upgrade


เอาล่ะ ทีนี้นั่งหา window manager ที่มัน primitive น้อยลงหน่อย เผอิญหันไปเห็น Window Maker เลยเอานี่แหละ เรียบ ง่าย สวย เร็ว เล่นไปเล่นมาซักพัก ก็จัดการ add printer ก่อนผ่าน CUPS (localhost:631) เรียบร้อย ก็ยังเหลืออะไรที่ต้องทำเพิ่มให้มันใช้ได้เหมือนตอนใช้ kubuntu อีกพอสมควร

ก่อนอื่นคือติดตั้ง KDE :P

ลงเสร็จ amarok มันเล่น mp3 ได้เลยแฮะ ไม่รู้มันเอา codec มาจากไหน ยังงงๆ อยู่

ต่อไปคือ ผมติดการใช้ sudo ซะแล้ว แต่ตอนนี้ต้อง su แทน ก็เลยลง sudo แต่ก็ยังใช้ไม่ได้เพราะว่า ยังไม่ได้ใส่ชื่อตัวเองลงไปใน sudoers จริงๆ ก็ไม่ได้รังเกียจ su หรอก แต่ว่าบางที apt-get อะไรทิ้งไว้ก่อนเข้านอน พอเสร็จมันก็เป็น root อยู่อย่างนั้นมันเสียวๆ ไงไม่รู้ สรุปก็เพิ่มชื่อตัวเองเข้า sudoers chmod +w ให้เขียนได้ก่อนแล้วเพิ่ม

user_name ALL=(ALL) ALL


เพื่อให้ใช้คำสั่งได้ทุกเครื่องทุกคำสั่ง จากนั้นบันทึกแล้วเปลี่ยน permission กลับเป็น 440 เหมือนเดิม

ต่อไปทีนี้เป็นเรื่องการเข้าถึงไดรว์ฟ ntfs ปรากฎว่า ไม่สามารถเมานท์ได้ในฐานะ user ปกติ โดยใช้ ntfs-3g ก็ตามหากันต่อไปว่าทำอย่างไรดี หาไปหามาก็เจอที่เว็บของเค้าเองแหละ ก่อนอื่นลง FUSE ซะก่อน (libfuse2, fuse-utils) แล้ว add ตัวเองเข้ากลุ่ม fuse, disk จากนั้นเปลี่ยน permission โปรแกรม ntfs-3g โดยการ setuid root ให้ซะ แบบนี้

sudo chmod 4755 /usr/bin/ntfs-3g


ซึ่งจะทำให้ permission มันกลายเป็น

$ ls -l /usr/bin/ntfs-3g
-r-Sr-sr-t 1 root root 35460 2008-05-29 05:22 /usr/bin/ntfs-3g


แล้วอย่าลืมเติม entry เข้าไปใน /etc/fstab ด้วย แบบนี้

/dev/hda1     ntfs-3g     user,noauto,rw,umask=0,nls=utf8    0     0


ทีนี้เราก็สามารถเมานท์ ntfs ได้ในฐานะ user ทั่วไปแล้ว แถมเขียนได้ด้วย เฮ่อ~~

ยังไม่จบแค่นี้ ยังต้องหาทางทำให้เม้าส์ VX Rev. มันใช้ได้ครบทุกปุ่มก่อน ลอง evdev ตอนนี้ยังไม่ work ตรง side scroll มันไม่เจอว่าเป็นปุ่ม ตรง Zoom อีก ถ้าทำได้แล้วก็จะมาบันทึกเพิ่มต่อไป


Labels: , , ,


Read more...