Monday, April 24, 2006

ผ่าน MCQ แล้ว เย้!!

หลังจากรอผลสอบมา 1 เดือนเต็ม วันนี้ผลสอบส่งมาถึงที่บ้านตอนเกือบบ่าย... (ทีแรกคิดว่ามันจะมาวันพฤหัสหรือศุกร์ที่แล้วซะอีก เล่นเอาได้ลุ้นต่อไปอีก 3 วัน)

พอเปิดซอง... สิ่งแรกที่เห็นคือ กระดาษเหมือนใบสมัครสีฟ้าๆ (ยังไม่ได้คลี่) นึกในใจ เฮ้ย กรูต้องสอบอีกรอบรึเปล่าวะ แล้วก็ค่อยๆ คลี่ออกมา เห็นกระดาษมีข้อความเกี่ยวกับกำหนดการสอบ Clinical ... ก็หมายความว่า.. ว่า.. ว่า... (เดี๋ยวก่อน)
ก็หยิบใบแจ้งผลสอบออกมาดู

PASS


นึกในใจ OH YES!!

แล้วก็เอามานั่ง ที่โซฟาห้องรับแขก เพื่ออภิเชษฐ์ (Appreciate) กับผลสอบของตัวเองอีกพักนึง ... ทั้งหมดได้เกินครึ่ง (ไม่งั้นคงไม่ผ่าน) แต่ ob-gyn ได้น้อยไปหน่อยแฮะ 50% พอดีเลย เกือบ -_-' ได้ psychi 70% แน่ะ นึกๆ ดูก็พอๆ กับสอบ comprehensive ตอนจบปี 6 แต่อันนี้เครียดกว่า

แล้ว boss ก็เรียกเข้าไปในห้อง เพื่อจะกอด :D เราก็ทำเนียนๆ ถามว่า

me: ตกลงวันนี้ออกไปกินข้าวเย็นข้างนอกกันมั้ย (ตอนเช้า boss ชวนทีนึงแล้ว)
boss: เอาสิ

แล้วเราก็ทำหน้าบานยกแขนขึ้น 2 ข้างร้องว่า
me: "ผ่านแล้ว!! เย้"
boss: "เย้.....เอามาดูหน่อย"
boss: "นี่ถ้าไม่เรียกเข้ามาจะบอกมั้ยเนี่ย"
me: "บอกดิ แหม เรื่องงี้ไม่บอกได้ไง"

แล้วก็กอดกันกลมกลิ้งไปกลิ้งมา... :D

เป้าหมายต่อไป Clinical exam คราวนี้ของจริงละ ว่าจะสมัครลงคอร์ส (ราคาถูก) สักคอร์ส ก่อนไปสอบ

จบดีกว่า :D

Wednesday, April 19, 2006

ตามเก็บ KDE

วันนี้ตามเก็บ kdebase ให้หมด 100% เดี๋ยวต่อไปถึงคิว kdelibs (สงสัยจะไม่ไหว เพราะมีปัญหาเรื่องชื่อสี ชื่อเมือง ชื่อประเทศ ฯลฯ ตรึม)

อืม ลองกลับไปดูที่แปลเก่าๆ ไว้ อ่านไม่เข้าใจเยอะเหมือนกัน จนต้องแก้ใหม่ไปหลายตัว นอกจากนี้ก็มีปัญหาเรื่องชื่อโปรแกรมที่ไม่ได้ตกลงกันซักทีว่าจะแปลชื่อดีไหม (บอกตรงๆ ว่าแปลชื่อโปรแกรมแล้วมันแปลกๆ เลยไม่อยากแปล ปล่อยมันไว้งั้น) คือถ้าจะแปลก็ควรจะแปลให้หมดทุกโปรแกรม อาจจะต้องมาตามเก็บอีกรอบ -_-'

เอาเหอะ ยังไงๆ ตอนนี้ก็คิดว่าผ่านมาตรฐานการ release ได้แล้ว
  • kdelibs.po 90% --> เก็บที่เหลือๆ หมดเรียบร้อย 100%
  • desktop_kdelibs.po 100% --> เสร็จแล้ว
  • desktop_l10n.po 100% --> เสร็จแล้วเหมือนกัน
  • และ package ใน kdebase > 75% ตอนนี้เก็บหมดแล้ว 100%
หวังว่าภาษาไทยคงจะได้ออกพร้อมรีลีสถัดไปซะที เฮ้อ

เอ้า สู้ต่อไป...

Thursday, April 13, 2006

PCLinuxOS

ก่อนหน้านี้ใช้ Yoper มานาน แต่ package ที่ใช้อยู่มันเก่ามากแล้ว และไม่มีการ update package สำหรับเวอร์ชันเก่าอีกต่อไปแล้ว แถมไปใส่นู่นนี่เพิ่มจนระบบมัน messy มากแล้วก็รวน ก็เลยตัดสินใจ upgrade เป็น 3.0 beta (Blacksand) แต่เนื่องจากบักมันยังเยอะอยู่ ถึงแม้จะเร็วมาก(สุดๆ เลย) แต่ยังตอบสนองหน้าที่การงานได้ไม่เต็มที่ ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนดิสโทร จนเกิดเรื่อง อย่างที่เขียนไปคราวก่อน -_-' ทีนี้เอาใหม่ กลับไปดูที่ thailinuxcafe.com เห็นว่ามีคนเชียร์ PCLinuxOS เยอะดีโดยเฉพาะเรื่อง Multimedia นี่พร้อมสรรพสำหรับคุณ (โดยคุณ T-X และซีต้า) เลยลองเปลี่ยนมาใช้ไอ้นี่ดูดีกว่า ก่อนหน้านี้เคยใช้ P91 ที่เป็น LiveCD มาแล้ว แต่มีปัญหาเรื่องภาษาไทยนิดหน่อย คราวนี้เลยโหลด P92 มาเผื่อว่าจะดีขึ้น บูตเข้า LiveCD เสร็จก็จัดการลง HDD เลย ง่ายดี (ง่ายเกินไป?) tools สำหรับติดตั้งลงฮาร์ดดิสก์ใช้ได้เลย เข้าใจง่าย ตัวแบ่งพาร์ติชันก็ใช้ง่าย (มาจาก Mandriva ใช่ไหมเนี่ย) และใช้ reiserfs ได้ด้วย แต่มันไม่ค่อยชินปกติ fdisk กะ qtparted ลงเสร็จบูตเข้ามาได้สวยงาม และสามารถตรวจสอบฮาร์ดแวร์ของเราได้ถูกต้อง เสร็จไป 1 เปลาะ

หลังจากเปลี่ยนมาใช้ได้ซักพัก รู้สึกดีกับดิสโทรนี้มากเหมือนกันแฮะ เสียแต่ว่าไม่มีเอกสารเรื่องการตั้งค่าภาษาไทย แถม locale ของ glibc ก็ดันอยู่แยกกันต้องลงต่างหากอีกที ปล้ำกับเรื่อง locale อยู่นานมากแต่พอลงครบแล้วปรากฏว่าตั้งภาษาไทยง่ายกว่าที่คิดเยอะเลยแฮะ ใช้เครื่องมือเปลี่ยน locale ชื่อ localedrake (เข้าใจว่าคงมาจาก mandrake) แล้ว KDE อ่านภาษาไทยได้ทันที ตอนนี้กำลังหาอยู่ว่า locale ของ GTK มันไปซ่อนอยู่ที่ไหน -_-' นอกจากนี้มันก็แยก package เป็นโปรแกรมกับ โปรแกรม-devel (ไม่ชอบก็ตรงนี้แหละ มันลำบากเวลาจะคอมไพล์โปรแกรมต้องตามหาชุด -devel มาให้ครบ)

แต่เอาเหอะ หลังจากลงเสร็จแล้วก็ apt-get dist-upgrade เรียบร้อยบวกกับลง libthai, pango-libthai แล้วก็ได้ KDE 3.5.2 มาใช้ ลองใช้ดูค่อนข้างประทับใจ ยกเว้นว่า Konqueror กับพวก editor ที่อยู่ใน kdebase เกิดอาการแข็งตัว (freeze) กระจาย ขนาดจะเข้า thailinuxcafe webboard ยังแข็งเลย... (ไม่รู้ว่าบักที่ไหน คาดว่าจะเป็นที่การคอมไพล์ package ของ PCLOS เองมั้ง ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นแบบนี้บ้างหรือเปล่า) เอาละ ก็เลยต้องกลับมาใช้หมาย่าง(Firefox -- แต่จริงๆ มันเป็นแพนดาแดงนะ)ซึ่งทาง PCLOS เตรียม 1.5.0.1 มาให้แต่ก็แน่นอนว่ามันไม่สามารถตัดคำไทยแบบ out of the box เหมือน Ubuntu (อิจฉาเล็กๆ) ก็เลยต้อง build ใหม่เองรวมกับ patch libthai ใช้เวลา 45 นาทีก็ได้ FF 1.5.0.1 ตัดคำไทยด้วย libthai ออกมาใช้ (ยังคงมีบักแบบเดิมนะครับ เคอร์เซอร์ใน text edit area กระโดด แล้วก็มีตัวอักษรแปลกๆ เหมือนเป็น newline character โผล่ออกมา) แล้วก็ทำการปรับแต่ง script สำหรับเรียก firefox อีกนิดหน่อยได้แก่ path สำหรับเรียกโปรแกรมและปลักอินก็เรียบร้อย (ขี้เกียจลงปลักอินใหม่ ของ PCLOS ให้มาหมดแล้วดีจัง :D)

เนื่องจาก PCLOS ท่านสร้าง Kmenu ของท่านเอง ทำให้ผมหาอะไรไม่ค่อยจะเจอว่ามันเอาไปเก็บไว้ที่ไหนฟระ กว่าจะหาเจอนี่แทบแย่ ไล่ดูมันทีละเมนู ไอ้พวกโปรแกรมที่มันพื้นฐานก็หาเจอหรอก แต่โปรแกรมเฉพาะบางอย่างนี่ดันเอาไปเก็บไว้ผิดที่ ตัวอย่างเช่น KBabel ที่เอาไว้แปลไฟล์ .po ซึ่งปกติ KDE จะรวมมาไว้ที่ kdevelop (เพราะมันเป็นเครื่องมือสำหรับพัฒนาแอพพลิเคชัน) แต่พี่ท่านดันเอาไปไว้ที่ Office>Accessories กรูละงง หรือพวกโปรแกรมกราฟิก ท่านเอาไปรวมกับ Multimedia เล่นเอาหาไม่เจอเลย หรือ Super Karamba ท่านเอาไปไว้ที่ Monitor คือก็เข่้าใจว่า theme ส่วนใหญ่ที่มีคนเขียนขึ้นมาเนี่ย มันเอาไว้ monitor ระบบ แต่ KDE ก็จัดมันไว้ที่ kdeutils สรุปว่า หาไม่เจอ ก็ต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยพักใหญ่เหมือนกัน อีกเรื่องคือ เดี๋ยวนี้เขาไม่ build kdebase โดย enable samba กันแล้วเหรอ? ตอนยังใช้ Yoper มัน Access เครื่องวินโดวส์ในบ้านโดยผ่าน Konqueror ได้เลย อะ เดี๋ยวนี้ต้องเข้าผ่าน smb4k เห็นมาหลายดิสโทรแล้ว แล้วก็ browse LAN ไม่ได้เพราะไม่ได้เปิด lisa

แต่ส่วนที่ชอบนี่มีเยอะ
  • สวยดี มี kwin, style builtin มาให้เลือกแต่งเยอะ มีกระทั่ง Baghira
  • ให้ plugins ของ Firefox มาพร้อม ไม่ต้องไปตามโหลดมาใส่เอง (ไม่รู้จะมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์หรือเปล่า)
  • Multimedia พร้อม -- เล่น MP3, Ogg, m4a (AAC) ที่แปลงมาจาก iTunes, DVD, VCD ฯลฯ ได้ทันทีโดยไม่ต้องไปตามหาตัว codec มาลงเองเหมือนบางดิสโทร
  • upgrade package ง่ายผ่าน apt (อันนี้ไม่มีอะไรใหม่ หลายดิสโทรก็ใช้)
  • ชอบ YaKuake terminal emulator จัง มันเปิดหน้า terminal เหมือนเปิด console ในเกมส์พวก Half-Life หรือ Quake อะ เปิดหน้าลงมาหรือหดกลับขึ้นไปด้วย F12
  • เข้าไปที่ partition ของวินโดวส์ได้โดยเป็น user ธรรมดา (แต่กลุ่ม root) แล้วก็อ่านภาษาไทยออกด้วย T^T ดีจัง (ตอนใช้ Yoper ต้องเป็น root ไม่งั้นเข้าไม่ได้)
  • เปลี่ยน bootsplash ได้ง่ายนิดเดียว
  • ชอบ KDE splash theme ที่ให้มาจัง เป็นรูปตรวจสอบลายนิ้วมืออะ ชื่อ FingerPrint

splash

  • พอใส่ libthai เข้าไป เกือบทุกโปรแกรมใน KDE ตัดคำไทยได้หมด (ขอบคุณคุณเทพ กับคุณ ott ด้วยที่ช่วยผลักดันภาษาไทยเข้า Qt :D) ยกเว้น scribus ไม่รู้มันใช้อะไรตัดคำ แต่ที่แน่ๆ คงไม่ใช่ Qt
  • apps ตรึม แทบไม่ต้องไปหาอะไรมาเพิ่ม (นอกจาก upgrade)
จบแล้ว คราวหน้ามา hack หน้า about: กับ about/credits dialog ของ FF กันดีกว่า ฮี่ๆ

Tuesday, April 11, 2006

Back on track, Woo Hoo!!

ได้เวลากลับมาแปล KDE ต่อแล้ว... หลังจากหยุดไปพักนึง อ่านหนังสือเตรียมสอบ (ซึ่งตอนนี้ก็ยังเสียวๆ สันหลังอยู่เหมือนกัน แต่ดีกว่าเดิมหน่อย)

คราวนี้จะเอาให้ภาษาไทย ออกไปพร้อมกับ release ถัดไปให้ได้

เป้าหมาย...

  • kdelibs.po >= 90% -- เกือบแล้ว อีก 5%
  • desktop_kdelibs.po 100% -- เรียบร้อย
  • desktop_l10n.po 100% -- เรียบร้อย
  • kdebase 75% -- เกินไปนานแล้ว
ดูจากที่นี่
สู้ว้อย...

Saturday, April 01, 2006

System recovery

จากคราวก่อนที่สูญเสียระบบไปด้วยความประมาท... คราวนี้ก็มาถึงเวลาต้องกู้ระบบคืน เพราะไม่งั้นไม่มีเครื่องใช้

เริ่มจากการบูตแผ่น Recovery CD ก่อนซึ่ง แน่นอนว่ามันยังทำอะไรไม่ได้ ก็ออกมาจากโปรแกรม recovery แล้วจัดการ fdisk ลบ Linux partitions ออกแล้วสร้าง partition หลักขึ้นมาบน HDD ก่อน เอาละ เนื่องจากว่าผมเพิ่งเคยใช้แผ่นนี้เป็นครั้งแรก ก็เลยไม่รู้ว่ามันจะทำอะไรให้บ้าง พอสร้าง partition เสร็จก็จัดการบูตใหม่แล้วเลือกใช้ตัวเลือกในการติดตั้งวินโดวส์เข้าไปใหม่ ปรากฏว่า Disk error เพราะยังไม่ได้ format -_-'

เอาใหม่ ทีนี้ format c: แล้วก็นั่งรอไปจนเสร็จ ตั้งชื่อ Volume label ว่า WINXP แล้วบูตกลับเข้าไปในโปรแกรมสำหรับกู้ระบบอีกครั้ง ทีนี้ผ่านไปได้ถึงขั้นตอนจะก็อปไฟล์ลงฮาร์ดดิสก์ แต่ก็เกิดข้อผิดพลาดมากมาย แล้วก็หลุดออกมาที่ prompt แถม error message ก็ไม่สื่ออะไรเลย ตอนนี้เหงื่อโง่ออกมาอีกครั้ง... o_O" (เอาล่ะสิกรู ทำไมฟระ) นั่งแกะไปแกะมา อ่าน batch file ดู error message จนรู้สึกได้อะไรเลาๆ คล้ายๆ ว่ามันเกิดข้อผิดพลาดตอนใช้คำสั่ง label หรือไงนี่แหละ ดูตามไปตามมา สุดท้ายก็มารู้ว่า ถ้าตั้งชื่อ Volume label เป็นอย่างอื่นนอกจาก HDD มันจะ error

ทีนี้เปลี่ยนชื่อ Volume label กลับไปเป็น HDD ทุกอย่างก็สามารถทำงานได้ตามปกติ รอจนมันก็อปไฟล์เสร็จแล้วบูตใหม่ ทีนี้ ติดกลับมาที่ GRUB prompt -_-' (อะไรกันนักกันหนาวะ) เอ้า บูตกลับเข้า CD อีกทีแล้วสั่ง fdisk /mbr ทีนี้ก็สามารถบูตกลับเข้าฮาร์ดดิสก์ได้ตามปกติ เร็วดีแฮะ 15 นาทีเอง นึกในใจ แต่ปรากฏว่า จริงๆ แล้วเป็นแค่การก็อปไฟล์สำหรับ install winXP เสร็จเท่านั้น ยังไม่ได้ติดตั้ง สรุป... ต้องรอมัน install อีกกว่าครึ่งชั่วโมง (เป็นประสบการณ์แปลกใหม่เลยนะเนี่ย ผมไม่เคยลง WinXP เองเลย เชื่อมะ :D)

ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง ทีนี้บูตเข้า WinXP pro ได้สำเร็จหลังจากตัว installer มันรีบูตให้อยู่หลายครั้งแต่มันปรับหน้าจอให้ที่ 800 x 600/64k สี, ยังไม่มีเสียง, ไม่มีอะไรเลย มาแบบซิงๆ และยังไม่ได้ Activate มีหน้าจอขึ้นมาเตือน แล้วลอง activate ก็ไม่ได้วุ้ย ขึ้นว่าใส่ serial ผิดอยู่นั่นแหละ หันไปดูที่คู่มือ อ้อมีตัว activate อยู่อีกแผ่นนี่เอง เป็นแผ่น driver ก็จัดการลงไดรเวอร์แล้วก็ activate ไป เฮ้อ... เสร็จไปหนึ่งขั้น

ขั้นต่อมา WinXP ตัวที่ให้มามันเป็นเวอร์ชัน 2002 + SP1 เราก็ต้องมาลง SP2 เอง แล้วก็คุ้ยแผ่น Nod32 antivirus ที่เราซื้อมาจากเมืองไทยแล้วก็ update ฟรี 1 ปี ราคา 249 บาท มาติดตั้งแล้วก็อัพเดต

จากนั้นก็จัดการกับ Windows update เพื่ออุดรูรั่ว รวมๆ ดาวน์โหลดมา update ทั้งหมดประมาณกว่า 200 - 300 เม็ก

แล้วก็ดาวน์โหลดและลงโปรแกรมที่สำคัญๆ สำหรับให้มีใช้งานก่อนก็คือ OO.o กับ Thai Community Firefox 1.5.0.1.1, Flashget เรื่องอื่นๆ ไว้ว่ากันทีหลัง ที่ต้องดาวน์โหลดใหม่เพราะว่า ที่ดาวน์โหลดไว้มันหายไปกับ ArkLinux หมดแล้ว


สุดท้าย มีเครื่องใช้แก้ขัดจนได้ หุหุ รางวัลสำหรับการอ่านข้อสอบจบ 1 ชุดคือการได้ล้างเครื่องลง WinXP ใหม่นี่เอง T-T (ผิด concept ไปหน่อย)

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...
  • ก่อนจะทำอะไรกับระบบ ไม่ว่าจะลง Linux หรือบางทีแค่ลง driver ก็ควรจะ backup ระบบและข้อมูลไว้ก่อน
  • จากการลง Windows ใหม่ ทำให้ผมรู้สึกว่า ลง Linux นี่มันง่ายกว่า 20-30 เท่าเลยแฮะ เพราะ
    • ที่ผ่านมาลงแต่ linux (มี TLE, Yoper แล้วก็ Ark ตัวแสบนี่แหละ)ซึ่งลงเสร็จบูตเสร็จปรับแต่งหน้าตาอีกนิดหน่อย มี application พร้อมใช้งานเป็นร้อยตัว
    • ไม่ต้อง ดาวน์โหลด security patch เยอะขนาดนี้ (นอกจากคุณจะ apt-get upgrade หรือ smart upgrade)
    • ไม่ต้องลง antivirus ไม่ต้องตาม update definition
  • แผ่น recovery นี่มันห่วยจัง แค่ตั้งเงื่อนไข partition ไม่ตรงก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ถ้าเป็นคนที่ไม่มีความรู้ ส่งกลับ manufacturer กินเงินค่าซ่อมสบาย
  • อินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการติดตั้งระบบปฏิบัติการ
  • ให้อ่าน และคิดก่อนที่จะทำ ถ้าไม่แน่ใจให้ถอยสถานเดียว -_-'
จบ

ปล. การเสียระบบไปครั้งนี้นี่ ข้อดีอีกข้อคือ ดูเหมือนทำให้ผมตั้งใจอ่านหนังสือมากขึ้น เพราะไม่มีของที่ชอบเล่น (linux) มาอยู่ตรงหน้าแฮะ -_-' อืม อาจจะเป็นสิ่งที่ดีก็ได้

Thursday, March 30, 2006

Accident!!!

อุบัติเหตุ... เป็นสิ่งที่เราคาดไม่ถึงและไม่อยากให้เกิดขึ้นกับเรา แต่บางครั้งมันก็เกิดจากความไม่รู้ผสมโรงกับความประมาทได้ อันเป็นเรื่องราวที่จะเป็นอุทาหรณ์สอนใจผมไปตลอดนับจากนี้

ประมาณ 2 อาทิตย์ก่อน หลังจากที่ได้ลง Yoper 3.0 Beta (Blacksand) แล้ว ผมรู้สึกว่า อะไรต่างๆ ในเวอร์ชันนี้ยังไม่ค่อยพร้อม และเราเองก็ยังไม่ได้ลงโปรแกรมอะไรมากเท่าไหร่ (จริงๆ ก็เยอะเหมือนกันนะ ทั้งลง CUPS ใหม่, libthai, font ไทย, kdesdk, The Gimp, gimp-print, amaroK 1.4 beta2, และ libraries อื่นๆ อีกมากมาย compile เองกับมือเลย ยังกะ Gentoo แน่ะ) ก็เลยตัดสินใจทำการ format เพื่อที่จะหา Linux ที่มันพร้อม ๆ ในด้านต่างๆ ใช้แก้ขัดไปก่อน หันไปมองดูที่ distrowatch ก็เจอเข้ากับ ArkLinux 2006.1-rc1 อืม... ใช้ได้แฮะ ให้อะไรๆ มาใหม่ดี และใช้ rpm ในการจัดการ package (ยังไม่อยากย้ายค่ายไปซบ Debian :D) ก็จัดการดาวน์โหลดมาเผาลงแผ่นเสร็จลองบูตดู ก็ขึ้นเข้า installer ได้ไม่มีปัญหาอะไร เรียบร้อยก็ถอยก่อน คาดว่าคงจะใช้ได้ รอจนได้โอกาสดี อ่านข้อสอบจบไป 1 ชุด ก็ให้รางวัลตัวเองด้วยการลง ArkLinux 2006.1-rc1 ก็บูตแผ่นแล้วเข้ามาที่หน้าติดตั้งตามปกติ ซึ่งมีให้เลือกแบบ System install กับ Expert mode เราก็เลือก Expert mode ซึ่งมันก็เรียกโปรแกรม qtparted (ชอบใช้เวอร์ชัน cvs กันจังเลยวุ้ย มันน่าจะใช้ stable มากกว่า) ขึ้นมาสำหรับจัดการกับ partition เราก็จัดการ format partition ของ Yoper โดยเหลือ /home เอาไว้ ก็คาดว่าคงไม่เป็นไร ไม่ได้ backup อะไรเอาไว้เลยทั้งใน win หรือ Yoper พอเสร็จก็กด apply แล้วก็ออกจาก qtparted ปรากฏว่า ตัว installer เกิดข้อผิดพลาดแล้วก็บูตใหม่ ลอง 2-3 ทีก็เป็นอย่างเดิม ก็เลยคิดว่าอืม จัดพาร์ติชันแล้วคงไม่เป็นอะไร พอเข้ามาอีกทีก็กดที่ System install โดยไม่ได้อ่านให้ดีก่อน ผลก็คือ มันจัดการล้าง HDD ทั้งหมดเพื่อติดตั้ง ArkLinux!!! หมดกัน!!! ทั้งเพลง ทั้งรูป ทั้งวิดีโอ (สองอันนี้เสียใจสุด) และเอกสารต่างๆ สลายไปต่อหน้าต่อตา T-T

Danger!

ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือว่า หลังจากรอจนติดตั้งเสร็จ ก็ขอลองบูตหน่อยเหอะ ก็บูตได้จนเสร็จแต่ดันเข้า X ไม่ได้ เข้าๆ ออกๆ อยู่นั่นแหละเหมือนว่าตั้งค่าหน้าจอหรือการ์ดจอไม่สำเร็จ จะให้มานั่งแก้ก็ไม่เอาละ ตอนนั้นมึนแล้ว... ปิดเครื่องแล้วสูดหายใจลึกๆ ซับเหงื่อโง่ แล้วก็คุ้ยแผ่น recovery CD ออกมาเพื่อที่จะใช้ลง Windows ใหม่ (ดีนะที่แผ่นกู้ระบบมันไม่ต้องอาศัย recovery partition ไม่งั้นเครื่องนี้ได้เป็น pure Linux แน่)

ผลจะเป็นอย่างไรต่อไป โปรดติดตาม...

つづく

Monday, March 27, 2006

สอบเสร็จแว้วว

วู้ฮู้...

ในที่สุดก็สอบเสร็จไปแล้ว ... วันเสาร์ตื่นขึ้นมาตอนตี 5 (จริงๆ คืนนั้นรู้สึกเหมือนนอนไม่หลับ) อาบน้ำ แปรงฟัน แล้วไปสวดมนต์ไหว้พระ ก่อนที่จะจูบลา Boss ไปสอบ

สอบครึ่งแรกเสร็จ พักเที่ยง ลงไปหาข้าวกิน ปรากฏว่า วันเสาร์เป็นวันที่เงียบมาก บริเวณนั้นไม่มีร้านอาหารเปิดเลยซักร้านเดียว เดินไปหาของกินเกือบกิโลแน่ะ -_-' แล้วก็กลับมารอเข้าสอบภาคบ่าย สอบเสร็จประมาณ 4 โมงครึ่งข้อสอบทั้งหมด 250 ข้อ เช้า 125, บ่าย 125 ให้เวลาครึ่งละ 3 ชม.

เท่าที่ทำดูก็เห็นว่า เอาข้อสอบเก่าๆ มาออกเยอะพอสมควรเลยแฮะ ถ้าจะมาสอบ AMC ภาค MCQ คาดว่า หาหนังสือข้อสอบ AMCQ กับข้อสอบเก่าๆ ซัก 5-10 ปีมาอ่าน (แต่เฉลยอาจต้องหาที่มัน update หน่อย เพราะว่า line of management มันก็เปลี่ยนไปเยอะ เมื่อเทียบตอนนี้กับ 10 ปีก่อน -- สามารถหาข้อมูลทางการแพทย์ได้ตามอินเทอร์เน็ต ผมใช้ GP Notebook ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับ GP ของอังกฤษ พวกทฤษฎีและ line of management คล้ายๆ กับออสเตรเลีย) อาจจะไม่ต้องเข้า course เรียน MCQ ก็ได้ ถ้าสามารถหาข้อสอบเก่าๆ มาทำได้ (ผมได้ข้อสอบเก่ามาด้วยความเอื้อเฟื้อจากหมอโอ ที่ตอนนี้ทำงานเป็นหมออยู่ใน Melbourne แล้ว ขอบคุณครับ :D) หนังสือเพิ่มเติมก็ Harrison, Davidson, General Practice ของ John Murtagh, Textbook of Surgery ของ Tjundra

ทำๆ ไปก็รู้สึกว่าตัวเองทำได้มากกว่าคราวที่แล้ว ก็ได้แต่หวังว่า คราวนี้คงสามารถผ่านไปสมัครสอบ OSCE ได้ซะที

สอบเสร็จกลับบ้าน ไปกินข้าวกับ Boss แล้วหลับเป็นตาย เหนื่อยจังงงง....



済む

Friday, March 24, 2006

พรุ่งนี้สอบแล้ว!!!!

อ๊าาาาาาา.......

สอบ AMC ภาค MCQ พรุ่งนี้แล้ว ครั้งที่ 2 แล้ว อ๊าาาาก

อ่านข้อสอบไปได้แค่ 2-3 ปีเอง (ตอนสอบเอนท์อ่านตั้ง 10 ปีแน่ะ แต่ไม่ได้อ่านข้อสอบปีที่เอนท์ หุหุ)

พยายามเข้า... สู้ต่อไป (ปลอบใจตัวเอง) อ่านเยอะกว่าครั้งแรกตั้งเยอะแล้ว หวังว่าคงได้ผ่านไปสอบ OSCE ต่อนะ
สู้ต่อไปไอ้มดแดง

つづく...

Wednesday, March 22, 2006

My Favourite Podcasts

ตั้งแต่ซื้อ iPod มานอกจากจะใช้เก็บเพลง, วิดิโอ และข้อมูลแล้ว ก็ยังใช้เก็บ Podcasts เอาไว้ฟังอีก ที่ฟังส่วนใหญ่ก็เป็นแนว Medicine กะ เทคโน ส่วนใหญ่ก็ใช้ iTunes เข้า iTMS แล้วไปที่ section podcast แล้ว subscribe มันตรงนั้นแหละ แต่นอกจากนี้บน Linux ก็ใส่ URL เข้าไปใน Podcast playlist ของ amaroK ดูดมาฟังได้เหมือนกัน แต่ยังหาทางถ่ายโอนมันลง iPod ไม่ได้ ไม่รู้ว่าเป็นบักของ amaroK หรือตัว kernel ที่พอเมานท์ iPod แล้ว amaroK มัน crash ดับไปเฉยๆ ซะงั้น -_-' ที่โหลดมาฟังก็มี...

  • TWiT, This Week in Tech
    • มีคนมานั่งคุยกันให้ฟัง เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ภายในอาทิตย์ที่ผ่านมา เดี๋ยวนี้เรื่อง Apple เยอะมาก มีนาย John C. Dvorak คอลัมนิสต์จาก PC Magazine มานั่งอัดรายการด้วย
  • ABC News Medical minute
    • รายงานข่าวเกี่ยวกับสุขภาพและวิทยาการที่เกี่ยวข้อง หลายๆ อย่างก็เพิ่งรู้มาจากรายการนี้แหละ อืม...
  • Channel Frederator
    • รายการ Video Podcast ที่มี Animation จากหลายๆ ที่มาให้ดูกันฟรีๆ ล่าสุดออกมา 21 ตอนแล้ว ตอนละ 15 นาที
  • MacDD Radio
    • รายการ MacDD Radio จากคลื่น RadioOK 106.25 จัดโดยเว็บมาสเตอร์ของ MacDD.com กับ ipod2play.com เริ่มฟังมาตั้งแต่ซื้อ iPod มาใช้

ว่าแต่ blognone ไม่ลองทำ podcast บ้างรึ??

Wednesday, March 15, 2006

Yoper 3.0 BETA --BLACKSAND-- part1

ผมเป็นแฟน (Fan) ของ Yoper มานานแล้ว ตั้งแต่ไปเจอรีวิวใน Thailinuxcafe.com (ตอนนี้ปิดปรับปรุงเหลือแต่เว็บบอร์ด) ก็ลง 2.1.0-4 ที่เครื่องที่ใช้ๆ อยู่ แบ่งๆ กันกับ XP ตอนนั้นถูกใจเพราะเร็วมาก แต่ตอนนี้ดิสโทรไหนๆ ก็คงพอๆ กันมั้ง เรื่องฮาร์ดแวร์มันพัฒนาไปจนมองไม่ค่อยเห็นความแตกต่างระหว่างดิสโทรแล้ว

หลังจากลงไปแล้วประมาณปีเศษๆ เราก็ได้ทำการปรับแต่งต่างๆ นาๆ ทั้งหา software มาลงเองคอมไพล์เอง ทั้ง apt-get จนกระทั่ง Yoper ของเราที่ลงในเครื่องมันรวน -_-' แต่แล้ว Yoper ซึ่งมีข่าวว่าจะออกเวอร์ชันใหม่ (2.2) ก็ไม่ออกซักทีมีแต่ Beta แถม Andreas คนก่อตั้งก็ย้ายไปอยู่ Novell ทำโปรเจ็คต์ SUPER ทำให้ความหวังจะเห็น Yoper เวอร์ชันใหม่มันรำไรๆ เกือบจะย้ายดิสโทรอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม Yoper ก็ยังคงมี community ที่เข้มแข็ง และด้วยการนำของ TobiG ก็เข็น Yoper 3.0 Beta ออกมาให้ยลโฉมกันจนได้ แม้จะขาดคนทำงานก็ตาม (เฮ้อ เหนื่อย) คราวนี้ ด้วยความกลัวที่จะปิ๋วอีก เลยรีบโหลดมาลองเลยดีกว่า อยากใช้ software ใหม่ๆ มานานมากแล้ว ไม่ได้ใช้ซักที (ลองคอมไพล์เอง แล้วมันไม่ผ่านนี่หว่า T-T) คราวนี้มาแบบสะใจ ด้วย
  • kernel 2.6.15 (Yoper custom)
  • X.org 6.8.2
  • qt 3.3.5
  • KDE 3.5
  • FF/Thunderbird 1.5
  • Graphical installer (YIS)
...
คือมันก็ยังไม่ได้ใหม่ที่สุดหรอก เพราะว่า packager น้อยมาก เข็น package ออกมาได้ขนาดนี้ก็ถือว่าโอเคอะ ยังขาดพวก tools ต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Yoper อีกคือ yoperconf ไม่รู้จะทำต่อหรือเปล่า

ตอนจะลง ก็ดันมีปัญหากับ installer คือมีคนแจ้ง bug เอาไว้ตรึม แถม iso ตัวเต็ม (600 กว่าเม็ก) ก็ดันติดตั้งได้ไม่สมบูรณ์เพราะมีปัญหากับ postinstall script คุณ TobiG ก็เลยเข็น installer tester iso ออกมา 2-3 ตัว ตามโหลดกันสนุก สุดท้าย ได้ออกมาเป็นตัวที่แก้bug แล้วอยู่ที่ ftp://ftp.yoper.com/pub/yoper/devel/YOPER-2.91-BLACKSAND.iso ก็เอามาเผาแผ่นแล้วลงได้สำเร็จ (แต่ก็ยังมี Bug อยู่ดี)

ตอนติดตั้ง จะมีข้อความต้อนรับ และมีโปรแกรมติดตั้งแบบ text และแบบ Graphic (YIS) ให้เลือก ผมเลือกใช้ Graphic installer ซึ่งนอกจากเรื่องบักที่
  1. ถ้าหากเรามีพื้นที่ว่างที่ไม่ได้สร้างพาร์ติชันไว้แล้วมันจะเข้า YIS ไม่ได้ (แต่ใช้ text mode ได้) แนะนำให้ใช้ qtparted แบ่งพาร์ติชันก่อน โดย startx มันจะเข้า TWM แล้วพิมพ์ qtparted ที่เทอร์มินอล พอแบ่งเสร็จแล้วค่อยใช้ YIS
  2. bootloader ไม่ได้ใส่ Windows entry เอาไว้ และมีแต่ lilo ให้เลือกพอลงเสร็จก็ไปแก้ lilo.conf เอาเอง หรือถ้าอยากใช้ GRUB ก็ไม่มีใครว่า
  3. เวลาติดตั้งเสร็จแล้วจะ reboot มันค้าง เรื่องก็คือว่ามันดันส่ง output ออกไปที่เทอร์มินอล 2 ?? ซึ่งต้องกด Ctrl+Alt+F2 ไปที่ เทอร์มินอลนั้นเพื่อไปกด enter ให้มัน reboot
  4. ใช้ reiserfs ไม่ได้อะ มัน error แต่อีกหลายคนใช้ได้แฮะ ไม่รู้ว่าเป็นที่อะไร ไม่ได้เช็ค HDD กับ partition ว่ามันมี bad sector หรือเปล่าด้วย
ก็ถือว่า ตัวติดตั้งทำงานได้ดีและเนียนมาก


ยังมีอะไรอีกเยอะ... โปรดติดตามตอนต่อไป

Friday, March 03, 2006

iPod Radio Remote Part 2 -- review

เริ่มจาก package ก่อน ... iPod radio remote มาในกล่องสีดำเช่นเคยหุ้ม case พลาสติกหนาแน่น (แกะยากชิบ) และมาพร้อมกับหูฟังแอปเปิลอีกอัน (สรุปรวมตอนนี้มีหูฟังสีขาว 2 อัน หุหุ) พลิกไปพลิกมาดูด้านบนด้านล่าง อืม ไอ้นี่ก็ยัง Made in China แฮะ ด้านหลังเขียนบอกว่า ถ้าจะใช้ FM Radio กับ 5G และ nano นั้นต้องใช้ Firmware เวอร์ชัน 1.1 ขึ้นไป


ทีนี้ก็แกะมันออกมาจากห่อ.. แกะยากจริงๆ นะเนี่ย ด้านบนติดกาวที่แขวนไว้กับฝากล่องด้านบน ด้านล่างกล่องก็ปิดตายและมีเดือยพลาสติกจากเคสมาเสียบอยู่ที่กล่องอีกที หนาแน่นมาก หลังจากพยามแกะมันออกมาโดยที่ให้กล่องบุบสลายน้อยที่สุดแล้วก็แกะตัว remote ออกมาจากแผงอีกที ภายในกล่องก็จะมี
  • Radio Remote x1
  • Apple earphone x1
  • ฟองน้ำสำหรับใส่หูฟัง 2 คู่
  • Manual x1
  • Warranty statement x1 (รับประกัน 1 ปี -- limited warranty)

ตัวรีโมทเป็นแบบที่หนีบเอาไว้ให้หนีบชายเสื้อ (หรือขอบกางเกงก็คงได้มั้ง) มีปุ่มควบคุมอยู่ที่ด้านหน้า เหมือน iPod Shuffle/Apple remote คือ มีที่ปรับเสียง +/- มีปุ่ม << กับ >> และปุ่ม >/|| ด้านบนมีที่เสียบหูฟังและ ปุ่มเลื่อนสำหรับล็อคปุ่มรีโมท ไม่เกี่ยวกับตัว iPod และในทางตรงข้าม การล็อคปุ่มที่ตัว iPod ก็ไม่เกี่ยวกับ remote คือยังสามารถใช้ remote ได้


ด้านหลังของที่หนีบ screen logo ของ Apple เอาไว้สีขาว และมีคำว่า "Designed by Apple in California" แต่ไม่ค่อยชอบที่มันใช้สกรีนเอาเท่าไหร่แฮะเดี๋ยวมันลอก น่าจะใช้ Laser แกะมากกว่า

ด้านล่างของรีโมทเป็นที่สายสำหรับเสียบกับ Dock connector ของตัว iPod ยาวประมาณ 3 ฟุต

ทีนี้ก็ลองเล่นจัดการเสียบสายเข้ากับตัว iPod ที่ได้ฟังมาจาก MacDD radio เห็นบอกว่าเสียบปุ๊ปขึ้นหน้าวิทยุปั๊บ แต่เสียบเข้าไปไม่เห็นขึ้นอะไรเลย -_-' งมอยู่นาน อ่านจากคู่มือ บอกว่าให้เข้าไปที่ Music>Radio
โอเค เข้าไป... เจอแล้ว ^_^ ลองเปิด ก็ขึ้นหน้าวิทยุสวยงามหุหุ

ลองปรับ tune คลื่นวิทยุดู โอ้ ชัดดีใช้ได้ การปรับคลื่นมีทั้งแบบ manual คือกดปุ่มกลางให้มันกลายเป็นหน้าปัดวิทยุแบบโบราณ แล้วก็ไถ Click Wheel ไป แต่วิธีนี้ใช้ไม่ค่อยได้ผลเพราะมันจะไม่รับคลื่นจนกว่าจะหยุดไถ -_-' สรุปคือต้องรู้สถานีก่อน แล้วก็ไถไป ถ้าจะมาไถหาคลื่นฟังคงไม่ไหว อีกวิธีคือให้มัน scan ให้ โดยกดปุ่ม << หรือ >> ค้างประมาณ 1 วินาที มันจะ scan คลื่นให้ ซึ่งเหมาะกับการค้นหาคลื่นสำหรับฟังไปเรื่อยๆ พอได้คลื่นที่ต้องการ ก็กดปุ่มกลางค้างไว้ประมาณ 3 วินาทีจะเป็นการบันทึกคลื่นสถานีไว้ฟังคราวต่อไป (preset) โดยจะมีรูปสามเหลี่ยมดำๆ ขึ้นอยู่ข้างๆ ถ้าต้องการลบออกก็ทำแบบเดิมซ้ำอีก (เหมือนตอนสร้าง On-the-go Playlist) ทีนี้สามารถเลือกสถานีที่ล็อคเอาไว้แล้วโดยทำเหมือนเปลี่ยนเพลงธรรมดาคือกด << หรือ >>

ที่ Melbourne มีระบบ Radio Data System (RDS) อยู่หลายสถานีเหมือนกันดังนั้นพอเข้าไปที่สถานีเหล่านั้นก็จะมีชื่อสถานี หรือชื่อเพลงที่สถานีกำลังเล่นอยู่ขึ้นมาที่ด้านล่างด้วย



นอกจากนี้ยังสามารถปรับแต่งรูปแบบคลื่นได้อีกนิดหน่อย คือ เข้าไปที่ Settings>Radio Regions สามารถเลือกโซนได้ ที่มาจากโรงงานจะเป็นของ US (87.5-107.9 มันจะ tune ทีละ .2 MHz) เราก็เปลี่ยนเป็นของ ยุโรป (87.5 - 108) ที่จะ Tune ทีละ .1 MHz นอกจากนี้ยังมีของญี่ปุ่น ซึ่งใช้คลื่น 76 - 89.9MHz อีกด้วย

ส่วนเรื่องการควบคุมการเล่นเพลงทั่วไปก็ไม่มีปัญหา สามารถทำได้เป็นอย่างดีไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแต่ว่าถ้าจะเปลี่ยน Playlist ต้องมาทำที่ตัว iPod เอง นอกจากนี้ตอนที่เสียบรีโมทเข้าไป ก็สามารถเสียบหูฟังได้ทั้งที่ตัว remote และตัว iPod ได้พร้อมกันอีกด้วย (ไม่ต้องซื้อ Spliter) เมื่อก่อนใช้ Spliter สีดำ ตัวละ 50 ซื้อจาก PowerBuy เสียงมาๆ ขาดๆ เพราะมันไม่ค่อยแน่น สรุป... เจ๋ง ^_^ ได้ฟังกับ Boss พร้อมๆ กัน

ข้อสังเกต... ถ้าใช้วิทยุรู้สึกว่ามันจะสูบแบตให้หมดเร็วขึ้นมากเลยอะ -_-'

Wednesday, March 01, 2006

iPod Radio Remote Part 1

เอาอีกแล้ว...

มี iPod แล้วมันก็ต้องเสียเงินเพิ่มจนได้ -_-' จากตอนแรกที่เป็นเครื่องเปล่าๆ ต่อมากลับไปเมืองไทยก็จัดการซื้อซองซิลิโคนใส่ให้ไป 600 บาท เสร็จแล้ว Apple ก็ออก iPod Radio Remote มากระตุ้นกิเลสอีก ใจจริงอยากได้ remote อยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องควัก iPod ออกมาเวลาต้องการเปลี่ยนเพลงหรือเพิ่ม-ลดความดังของเสียง แต่ตอนที่ออก iPod 5G มานั้น remote ที่มีอยู่ในท้องตลาดดันใช้ได้วยกันไม่ได้ ก็เลยไม่ได้ซื้อ ต่อมาพอออก Radio Remote ที่สามารถทำให้สามารถใช้ iPod เป็นวิทยุ FM ได้ด้วยก็น้ำลายไหล อยากได้ขึ้นมาอีก รอดูที่เว็บ Apple อยู่เกือบทุกวันเหมือนกัน ตอนแรกมันขึ้นว่า Shipped within 2-3 weeks เลยคาดว่าของน่าจะยังมาไม่ถึงออสเตรเลีย ก็รอๆ ไปก่อน ทีนี้เมื่อวานนั่งดูเว็บ Apple เช่นเคย ปรากฏว่ากลายเป็น Shipped within 24 hours แล้ว แสดงว่าของน่าจะมาถึงตามร้าน reseller ทั้งหลายแล้วด้วย ก็กำลังกะๆ ว่าจะไปดูซะหน่อย สองจิตสองใจว่าจะซื้อดีหรือเปล่า

วันนี้ Boss ที่รักชวนไปฟัง lecture ที่มหา'ลัย แล้วว่าจะไปเที่ยวต่อที่ Shopping Centre ปรากฏว่าออกจากบ้านสายไปหน่อย เลยเอาหนังสือไปคืนห้องสมุดแล้วไปต่อเลย -_-' (ไม่ได้ update ความรู้มาเป็นเวลานานแล้ว ก็ยังไม่ไปฟังอีก...)

ระหว่างนั่งรถเมล์ไป ก็คุยๆ กันไป บอกว่า
me: วันนี้ไป Apple Centre หน่อยสิ
ฺBoss: เอาสิ... จะไปดูอะไรเหรอ
me: อยากลองไปดู iPod remote หน่อยอะ ว่ามารึยัง
me: ถ้ามาแล้วซื้อเลยดีไหม... พูดเล่นน่า ไม่ซื้อหรอก :P

แล้วมาถึง Chadstone Shopping Centre ก็เดินๆ ดูของไปเรื่อยๆ ก่อน แล้วก็ไปที่ Apple Centre กัน...
ฮ่า มาแล้วจริงด้วย อยู่ในกล่องสีดำเหมือนเดิม หุ้มด้วย case พลาสติกอีกที มีหูฟังแถมให้ด้วย ตัวรีโมตนี่ดูเล็กมากๆ พร้อมกับปุ่ม Control ที่ดูเหมือน iPod Shuffle


ก็ชี้ให้ Boss ดู



Boss: เท่าไหร่ล่ะ
me: 79 เหรียญ
Boss: แล้วมีราคา student รึเปล่า
me: มีบนเว็บ ที่นี่ไม่มี ก็ลดราคาไป 5-6 เหรียญมั้ง
Boss: 10% มันก็ต้อง 8 เหรียญสิ
me: อื้อๆ
Boss: แต่ไม่อยากใช้บัตรเครดิตใช่มั้ย จะเอามั้ย? จะเอาก็เอาเลย
\me อย่าคิดลึกนะ
me: [เฮ้ย จริงเหรอ!!] ... อื้อๆ (หน้าเริ่มบาน หูเริ่มอื้อด้วยความดีใจ)
ก็เลยไปบอกคนขาย... แล้วก็ซื้อมาจนได้ ตอนซื้อนี่เกิดอาการดีใจจนหูอื้อ ฟังอะไรไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว เช่นถามว่า
What is your card? --> จะจ่ายด้วยอะไร... งง? เขาเลยถามย้ำอีกทีว่าจะจ่ายเงินสดเหรอ แล้วก็จ่ายด้วย EFTPOS
Are you OK with the bag? (หรือ without bag วะ)--> ถ้าไม่เอาถุง OK มั้ย... กำลังงง เลยตอบ Yes! สุดท้ายต้องบอกว่าขอถุงด้วย เขาก็งงๆ -_-'

เอาเป็นว่าตอนนี้ได้ Radio Remote มาครอบครองโดยการอนุมัติแบบสายฟ้าแลบของ Boss ที่รัก(ขอบคุณคร้าบ... ผมจะเป็นเด็กดีคร้าบ รัก Boss ที่สุดเลยคร้าบ Boss ใจดีกับผมเสมอ ตามใจผมทุกอย่างเลยคร้าบ :D)

To be continued...

Wednesday, February 22, 2006

Hello Fujitsu!! Part 2

ต่อๆ...

หลังจากคราวที่แล้วที่ไปสั่งของไว้ ตอนวันพุธ แล้วคนขายก็บอกว่า ถ้าของมาแล้วเดี๋ยวโทรมาบอก สุดท้ายมันก็ไม่ได้โทรมา -_-' ต้องโทรไปถามเอง (แย่จริง) เราก็บอกว่างั้นไปเอาของประมาณ 3-4 โมงเย็นนะ ทางนั้นก็โอเค

ถึงเวลาก็ไป... แน่นอน Boss ก็ติดตามไปด้วย เพราะวันนี้ว่างแล้ว

พอไปถึง... วันนั้น ที่ร้านมันยุ่งจริงๆเลยจอร์จ ลูกค้าเพียบ (ประมาณ 5-6 คน... ปกติแทบจะไม่มีคนเลย สงสัยมันซื้อออนไลน์กันหมด) แต่คนขายมีกัน 2 คน ขายกันไม่ทันเลย ต้องไปรอนิดหน่อย หลังจากบอกว่าจะมาเอาของทางนั้นก็บอก รอแป๊ป (เกือบครึ่ง ชม.) โอเครอก็รอ แล้ว Boss ก็ไปเดินดูสิ่งที่เรากลับไปรายงานก็คือกระเป๋าโน้ตบุค เห็นของ Fujitsu แล้วก็ชอบ เพราะเนื้อผ้ามันดีมาก แต่กระเป๋ามันเป็นแบบกระเป๋า (งงมั้ย) คือมันเปิดซิปได้ไม่สุด ที่ต้องการคืออยากให้มันเปิดได้สุดๆ จะได้ทำงานในกระเป๋าได้ แต่ก็ดูยี่ห้ออื่นๆ แล้วเนื้อผ้ามันไม่ดีเท่า Boss ก็มองๆ ไว้ก่อน

พอคนขายเห็นเราเดินๆ ดูกระเป๋าก็หันมาพ่นว่า

Staff1: Hey mate, do you get a permission from your wife already?
\me: She's here! see!
Staff1: Oh [laugh]

หลังจากนั้น Boss ก็พ่นโต้ตอบกับคนขายว่าอยากได้แบบที่ซิปเปิดให้สุด จะได้ทำงานได้ในกระเป๋า blah blah blah แล้วก็เลือกไปเลือกมา คนขายก็ดีใจหาย เอารุ่นนู้นรุ่นนี้มาให้เลือก พอสบโอกาสเราก็หันไปสะกิดคนขายแล้วบอกว่า

\me: Look! now you know, who's the BOSS.
Staff2: พยักหน้าทำท่าเห็นด้วย

เสร็จสรรพ Boss เห็นแล้วว่า ไม่สามารถหากระเป๋าที่ดีกว่า Fujitsu ได้ (จริงๆ ก็ไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ แต่มาบอกเราทีหลังว่าเห็นเราอยากได้มาก ... เป็นงั้นไป) ก็ถามว่า ถ้าจะซื้อจริงๆ ลดได้อีกหรือเปล่า คนขายบอกว่า เหลือ AU$40 ละกัน (\me ทำไมวันก่อนไม่ลดไห้กรูฟะ -_-' สงสัยกลัว Boss) งั้นโอเค เอากระเป๋าด้วย

Boss: OK, I choose the Fujitsu
Staff2: Alright! we now know who's the boss!!!


เอาหล่ะ ถึงเวลาจ่ายตังค์ ก็จะออก invoice ให้ แต่ก่อนหน้านั้นก็ถามอีกหน่อยว่า:
Staff2: Do you want a mouse as well? (จะขายของน่ะ)
Boss: Is that FREE!?
\me & Staff2: ... อึ้ง!!
Staff2: no.. no (เสียงอ่อย)
Boss: We have 3 mice in our house, Thank you.

หลังจากนั้นก็ออก invoice ให้
Staff2: I'll give you an invoice. Whose name do you want to use?
Boss: ME! (reply immediately)
Staff2 [laugh] OK. She's the boss

พอถึงเวลาจ่ายตังค์ ... ปกติเราจะจ่ายด้วย EFTPOS แต่ทีนี้ มันดันจำกัดจำนวนเงินที่จะ transfer ได้ภายใน 1 วันเอาไว้ที่ AU$700 มั้ง เลยจ่ายไม่ได้ ก็ไปหาธนาคารเพื่อจะถอนเงิน เสร็จแล้วก็กลับมาจ่าย... รวมทั้งสิ้น AU$1,555.00 (รวมค่ากระเป๋าด้วย เมื่อบวกกับที่จ่ายมัดจำไว้วันก่อน ก็เป็น AU$1,755.00)

Staff2: It's 1,555 and hey, no tips? I have to carry a notebook for you.
Boss: I've already paid you 20 bucks. (อันนั้นมันค่าขนส่งจาก Adelaide)
Staff2: [laugh]
Boss: Actually, I'm only the wife, not the boss
\me: WIFE's equal to BOSS!!
Staffs: [laugh]
Staff2: Have a good weekend.

Note: mate (เพื่อน, สหาย,...)เป็นคำที่ชาว Aussie เรียกคน(มักจะเป็นผู้ชาย)ที่ไม่ค่อยคุ้น หรือไม่รู้จักชื่อ หรือจำชื่อไม่ได้ นัยว่าเพื่อความเป็นกันเองมั้ง เหมือนคนไทยนับญาติเรียกพี่ๆ ประมาณนั้น ออกเสียงสำเนียงออสเตรเลีย จะออกประมาณ ไมท์ (ที่โน้ตอุดม ฟังเป็น ไมค์ ตอนมาออสเตรเลียน่ะ)

To be continued...

Saturday, February 18, 2006

Hello Fujitsu!! Part 1

เมื่อวานไปซื้อ Laptop มาอีก 1 เครื่อง เรื่องของเรื่องก็คือว่า Laptop เครื่องเก่า (เราเรียกมันว่าอีแก่) อายุเกือบ 5 ปี เป็น Compaq (สมัยยังไม่ได้ไปอยู่กับ HP) Duron 950 MHz, 256M RAM, 20GB HDD มันรวนมาก CD-ROM ก็เกือบเจ๊ง อ่านแผ่นไม่ออกแล้ว, HDD ยังดีอยู่ แต่ว่าเกิดอาการเครื่อง freeze บ่อยมาก คาดว่าน่าจะเกิดจาก memory มันใกล้เสื่อม อีกอย่างคือแฟนดันไปลง Win XP Pro เถื่อน เลยไม่ค่อยกล้า update อะไร คาดว่าถ้าใช้อยู่ต่อไปแล้วเกิดมันกู่ไม่กลับตอนใกล้ๆ จะส่ง paper หรือ Thesis อาจจะทำให้ไม่จบได้ นอกจากนี้ก็คือ มันช้าาาาา มากๆ ทั้งๆ ที่หาไวรัสและ spyware ทุกอย่างเท่าที่จะหาได้แล้วก็ไม่เจออะไร เรียกเปิดโปรแกรมทีเกือบ 1 นาที -_-'

จริงๆ ก็มี Laptop อยู่อีก 1 เครื่องซื้อมาประมาณ ปีครึ่ง เป็นของ NEC ใหม่และเร็วกว่าอีแก่เยอะเลยแหละ เพราะใช้ Desktop CPU P4 3.06 GHz ได้ HDD น้อยหน่อยแค่ 40G เราก็แบ่งใส่ Linux (Yoper) ครึ่งนึง และคนถือครองก็คือเราซะเป็นส่วนใหญ่ (จริงๆ ก็คือใช้ทำงานให้เมียด้วยนั่นแหละ) ทีนี้อย่างว่าคือพออีแก่มันรวน ก็เริ่มจะมาแย่งกันใช้เหมือนเดิม เลยคุยกันว่าเอามันอีกเครื่องดีไหม (รวมเป็น 3!!!)

ทีนี้ พอแฟนเปลี่ยนจากทุนมหาวิทยาลัย มาเป็นทุนรัฐบาล (กพ.) เขาก็ให้เงินสำหรับซื้อคอมพิวเตอร์มา 1 ก้อนเป็นเงินเกือบ ฿50,000 เราก็เลยตั้งใจว่าคงต้องซื้ออีกเครื่องแน่ๆ ก็มาเลือกกันว่าจะเอาอะไร ...

หลังจากเลือกอยู่นาน ได้ผู้เข้ารอบมา 2 เครื่องคือ Acer Aspire 1644WLMi ซึ่งให้ Centrino 2.0 GHz, 1 G RAM, 100 GB HDD, etc ราคา AU$1899 (~฿56,000) และ Fujitsu Lifebook 1211D ซึ่งเป็น Centrino 1.5 GHz, 512 MB, 60 GB HDD, 15"XGA ราคา AU$ 1599 (~฿47,000) แน่นอนว่าเหล่านี้คือราคาลดล้างสต็อกแบบสุดๆ ในภาวะปกติ ไม่สามารถได้ราคานี้เด็ดๆ (recommended retail price > AU$2000) หลังจากที่แฟนได้ไปถามคนอื่นๆ ใน Thaiclinic.com ว่าจะเลือกอะไรดี มีแต่คนบอกให้เอาแต่ Fujitsu ทั้งนั้น ก็เลยตกลงใจเอา Fujitsu

ทีนี้พอไปถามร้าน ท่านก็บอกว่า รุ่นนี้ไม่เหลือใน Melbourne แหล่ว -_-' เอาไงดี สั่งจาก web มั้ย แฟนบอก เอาก็ได้ ก็ลองไปหากัน... ก็ดันไปเจออีกรุ่นนึงที่เร็วกว่านิดหน่อย ประมาณ 200 MHz พร้อมกับ components สุดยอด คือ 15" WXGA, 512 MB DDR2/533 MHz RAM และ 60 GB SATA 5400 rpm ก็คือ Fujitsu Lifebook C1320 ในราคาลดล้างสต็อก AU$1,695 (~฿50,000) และดูจากเว็บก็เหลืออยู่ค่อนข้างเยอะ เกือบจะสั่งซื้อแล้ว ก็ลองไปดูที่ค่าขนส่ง ปรากฏว่า AU$50 + AU$10 สำหรับค่า handling -_-' ทำไมมันขูดกันยังงี้วะ!! ก็เลยคิดว่าน่าจะไปซื้อที่ร้านคงจะดีกว่า อีกเหตุผลนึงคือ สั่งทางเว็บจ่ายด้วยบัตรเครดิตตัดบัญชีที่เมืองไทย ซึ่งหลังจากกลับบ้านไปเมื่อ 2 เดือนก่อน ได้ไปผลาญเงินจนเกือบหมดบัญชี -_-' เลยไม่อยากจะรบกวนเงินเมืองไทยไปมากกว่านี้

แฟนบอก งั้นโทรไปถามซิว่ามีเหลือที่ Melbourne หรือเปล่า เราก็ต้องทำตามคำสั่ง คือโทรไปถาม เขาบอกว่า ถ้าจะเอาจะสั่งมาให้จาก Adelaide (อยู่อีกรัฐนึง -- South Australia) เสียค่าขนส่งเพิ่มนิดหน่อย (ถูกกว่าเว็บแล้วกัน) คงมาถึงประมาณวันศุกร์ แถมบอกว่าประกันเป็น 3 Years Warranty โห... 3 ปี สุดยอด ความรู้สึกตอนนั้นคือ เอาเลย รีบไปสั่งที่ร้านก่อน

พอไปถึงคุยกันเสร็จสรรพว่าสั่งของหล่ะ คนขายก็พยายามถามว่า ไม่เอาอย่างอื่นอีกเหรอ กระเป๋าโน้ตบุค, RAM (512 MB DDR2/533 AU$89 + ค่าติดตั้ง AU$25 -- ขูดจริงๆ เดี๋ยวซื้อมาใส่เองก็ได้เฟ้ย -*-), etc... เราก็บอกขอดูๆ ก่อนแล้วมีโปรโมชั่นลดอะไรให้บ้างรึเปล่า (แฟนสั่งมา) เขาบอก ขายราคานี้ลดแลกแจกแถมไม่ได้แล้ว อืมเราก็ว่า งั้นไม่เป็นไรเดี๋ยวถามคนที่บ้านก่ิอน ... พร้อมกับโทรไปถามแฟน ท่านบอกว่า ถ้าไม่มีอะไรลด ไม่เอา เอ้า... โอเค เราก็พ่นไปแบบนี้

Staff: Why don't you get your notebook carry bag? .. This one is Fujitsu. it's only 75 bucks. Or this one, Targus, only 65.
\me: Hmm, interesting. Do you have any discount if I buy this with the notebook?
Staff: No, sorry. You know, at this price, I can't do something like that.
\me: Alright. May I check it with somebody at home. Hold on.
Staff: Yes, sure.

แล้วก็โทรกลับไปถามแฟน...

\me: Hmm, that's interesting but sorry...
Staff: Are you sure? Buying a notebook without a bag is like you buy a car without fuel! (\me เกี่ยวกันตรงไหนวะ) How do you carry the notebook.
\me: Alright, my boss, actually my wife said NO!
Staff: อึ้งเล็กน้อย
Staff: [laugh] ... Oh... man, let her know who's the boss!
\me: [laugh] พูดไม่ออกเหมือนกันแฮะ

เสร็จแล้ว หลังจากที่เกลี้ยกล่อมเราไม่สำเร็จก็ให้ไปจ่ายมัดจำไว้ก่อน AU$200 แล้วก็เดินออกไปจากร้าน ขึ้นรถเมล์ + รถไฟกลับบ้าน

To be continued...

Thursday, February 09, 2006

ทำที่ชาร์จ ipod กันเองดีมั้ยเนี่ย

ใครที่ซื้อ iPod รุ่นหลังๆ ก็คงรู้ว่ามันไม่มีที่ชาร์จไฟบ้านแถมมาให้อีกแล้ว ซึ่งทำให้คนที่เป็นลูกค้าใหม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกันนิดหน่อย เพราะ USB - power adapter มันก็ใช่จะถูกๆ (AU$ 49.50, ฿1,650 ตามราคา Apple Centre ประเทศไทย) แต่เอาเถอะ วันนี้ผ่านไปที่เว็บ freemac.net แล้วไปเจอวิธีทำที่ชาร์จ iPod แบบฉุกเฉิน ใช้กับถ่าน 9V ทำโดยใช้
  • หัวแปลง USB<=>PS/2 (ต้องการหัว USB ตัวเมีย)
  • regulator 5V, 1A เบอร์ LM7805
  • ถ่านอัลคาไลน์ 9 V พร้อมหัวเสียบถ่าน
  • หัวแร้งและอุปกรณ์บัดกรี
ขอบอกว่า สุดยอดมากๆ ... รายละเอียดไม่พูดแล้ว ไปดูเอาเองที่ี่กระทู้นี้ ที่ freemac.net ละกัน

ขอบคุณ Freemac.net/คุณ cyberdude

Tuesday, February 07, 2006

Lexmark & Linux: Episode II

ไม่ได้ update blog มาเป็นเวลานานเหมือนกัน ไม่มีข้อแก้ตัว เพียงแต่พักนี้เบื่อๆ ไปบ้างเล็กน้อย แต่ก็โอเค กลับมาเขียนต่อได้วู้ฮู้

จากคราวที่แล้วที่สามารถใช้เจ้า Laser Lexmark E230 ด้วย Yoper Linux ได้แล้ว เราก็จัดการต่อมันกับ wireless router ตัวเดิม (SMC 2804WBRP-G) ที่มี USB print server ในตัว ที่เมื่อก่อนไม่สามารถทำให้เครื่อง Inkjet เครื่องเก่าใช้ได้ (เพราะมันเป็น GDI) คราวนี้ลองทำให้กับหน้าต่างก่อนโดยทำตามคู่มือของ Router ก็เสร็จใช้งานได้แบบนิ่มๆ โดยตั้งค่า port ใหม่ แล้วให้พิมพ์ออกทาง TCP/IP

ทีนี้มาทาง linux มั่ง ในคู่มือให้รายละเอียดมาสั้นๆ สั้นมาก -_-' บอกมาแค่ว่าใช้กับ GNOME โดยเรียก printconf-gui แล้วใส่ชื่อ printer ว่า lpt1, เลือก local print queue แล้วก็ next, next แล้วก็เสร็จ (ใน GNOME มันง่ายเงี้ยจริงๆ เหรอ) สรุป... ไม่รู้เรื่อง -*- แถมเราใช้ KDE อีกต่างหาก สงสัยต้องหาทางงมไปเรื่อยๆ ด้วยการเปิด printing manager ขึ้นมาก่อน แล้วลอง add printer ดู (แบบว่าใน Windows ก็ทำยังเงี้ย โดยเลือกว่าเป็น local printer แต่ให้พิมพ์ออกที่พอร์ต TCP แทน)

มาไ ด้ถึงเปิด Add printer wizard ของ KDE แล้วก็ให้เลือกชนิด printer เอาล่ะสิ ชนิดไหนดีวะ? เลือกไปเลือกมาทั้งหมด ไม่ได้เรื่อง -_-' สุดท้ายลองไปเลือกที่ Other (ตามรูป)


คลิก Next แล้วมันก็พาไปหน้าที่ต้องตั้งค่ากันเล็กน้อย ก็จัดการใส่ URI (ไม่ใช่ upper respiratory tract infection นะ) ของการพิมพ์ คือ "lpd://" กับ IP ของ print server (ก็ router นั่นแหละ) เข้าไปพร้อมกับชื่ออุปกรณ์ (ตามคู่มือมันก็บอกให้ใช้ชื่อ lpt1 ลองใช้ชื่ออื่นดู ก็ปรากฏว่าพิมพ์ไม่ออก คงเป็นชื่อที่กำหนดไว้ใน print server แล้วคลิก Next มันก็พาไปเลือกไดรเวอร์ ซึ่งจากตอนที่แล้ว เราใช้ Generic PCL6 XL ก็เลือกเหมือนเดิม เสร็จแล้วลองพิมพ์หน้าทดสอบ ก็ปรากฏว่าออกมาอย่างงดงาม หุหุ


สรุป... ซื้อ Wireless Router + USB Print server มาก็คุ้มกับเงินที่จ่ายไปแล้ว (แต่ต้องซื้อ printer ใหม่อะ -_-') ตอนนี้อยู่ที่ไหนในบ้าน ใช้ OS อะไรก็สามารถสั่งพิมพ์ได้อย่างไม่มีปัญหาแล้วจ้า

Sunday, January 22, 2006

Lexmark & Linux

กลับมาถึงออสเตรเลียเมื่อวานครับ ลงเครื่องการบินไทยตอน 23.55 น. ที่ สนามบินเมลเบิร์น โดยแวะซิดนีย์ก่อน ต้องลงไปเอากระเป๋าไปตรวจอีกรอบ เซ็งโคตร -_-' สงสัยเขาไม่ไว้ใจระบบการตรวจสอบความปลอดภัยของเรา ขนของมามากมายรวมทั้งเจ้า Lexmark E230 Laser Printer ที่อุตส่าห์ซื้อมาจากพันธ์ทิพย์ด้วย กลับถึงบ้านด้วยรถแท็กซี่ที่ดันพาขึ้น toll way อีก เลยต้องจ่ายเพิ่ม รวมเป็นเงิน AU$91.90 (เกือบ 3,000 บาทแน่ะ แพงชิบ @#$%*) อากาศก็ร้อนสุดๆ วันนี้อุณหภูมิสูงสุดปาเข้าไป 43 องศา C ได้มั้่ง รายละเอียดการเดินทาง หากสนใจไปดูได้ที่เว็บไทยคลินิคนะครับ :D

ท ีนี่้มาพูดกันเรื่อง Lexmark ที่ซื้อมามั่ง กลับมาถึงเมื่อคืน แรงจะเอาของออกจากกระเป๋าก็ไม่มี เลยอาบน้ำนอนแล้วมาแกะออกวันนี้ เอามาลอง ก่อนอื่นจัดการเขย่าตลับหมึกก่อน เพราะระหว่างเดินทางได้มีการพลิกกล่อง printer ไปมา ซึ่งอาจมีผลให้หมึกกระจายตัวไม่ดี หลังจากเขย่าก็ใส่ตลับกลับที่เดิมแล้วลองพิมพ์หน้าทดสอบของเครื่องพิมพ์ออกม า หมึกเสมอเรียบร้อยดี หลังจากนั้นก็เอามาต่อกับ laptop ตัวเก่ง แน่นอนจัดการกับหน้าต่างให้เรียบร้อยก่อน ก็ไม่มีปัญหาตามประสาอยู่แล้ว พิมพ์ออกมาได้สวยดี เวลา warm up ก่อนพิมพ์หน้าแรกก็สั้นมาก ถือว่าเป็น printer ที่ดีทีเดียว

หลังจากนั้นก็ boot เข้า Yoper (ยังไม่เปลี่ยน ว่าจะไปเอาเวอร์ชัน 3 very alpha มาลองเหมือนกัน) แล้วก็ทำการลงไดรเวอร์ที่ Lexmark เตรียมมาให้อยู่ในแผ่นที่ directory unix ทาง Lexmark ให้ unix driver มาหลาย platforms เหมือนกันคือ x86 Linux, SPARC solaris, MacOS X, AIX, etc

Lexmark ให้ driver ของ linux มาเป็น rpm โดยที่หน้าเว็บบอกว่าสนับสนุน RH/SuSE ก็จัดการลงไปตามปกติคือ

rpm -ivh print-drivers-linux-glibc2-x86.rpm


ไม่มีปัญหา dependencies อะไร เรียบร้อยก็ setup เกี่ยวกับ user และสิทธิ์ต่างๆ อีกเล็กน้อยก็เสร็จ ลองเรียกคำสั่ง

lexprint


อ้าว ไม่ขึ้น?? แถมบอกว่าขาด library -> libstdc++-libc6.1-1.so.2 โอเค เข้า google ไปหาไปๆ มาๆ บอกว่าทำ symlink ให้ชื่อนี้แล้วชี้ไปที่ libstdc++-libc6.2-2.so.3 แทน ก็ทำตามแล้วมันก็เรียกขึ้น เป็นโปรแกรมสำหรับจัดการ printer เขียน interface ด้วย java และทำงานช้า -_-' เราก็มิรอช้า จัดการ add printer เลือกไดรเวอร์เสร็จสรรพ ลองพิมพ์หน้าทดสอบ ก็ออกมาเรียบร้อยดี ทีนี้ก็ลองใช้โปรแกรมอื่นพิมพ์มั่งซิ ได้แก่ Adobe Reader, OO.o 2.0, kwrite ได้ผลออกมาเป็น ภาษา PCL หว่ะ -_-' งานไม่ออกมา สั่งพิมพ์ไม่ถึงบรรทัด ได้ออกมาเป็น PCL script ประมาณ 10 หน้า เอาล่ะสิ ทำไงดีวะเนี่ย เสียรู้ Lexmark อีกหรือเปล่า....

งานนี้ถาม google/linux อีกแล้ว มีคนมีปัญหาเหมือนกันด้วย ลองไล่ๆ Thread ไป ไม่มีคนตอบต่อ อ้าว... ลองจิ้มๆ ไป อีกที มีคนบอกว่าใช้ driver ที่เป็น Generic PCL6 XL ของ CUPS แล้วใช้ได้ แต่ให้ระวังเรื่องขอบกระดาษ ก็ไปลอง เออใช้ได้เฉยเลยแฮะ ว่าแล้วก็ลองพิมพ์ด้วยโปรแกรมที่ใช้ไปเมื่อกี๊ คือ Adobe Reader, OO.o 2.0, kwrite และลองพิมพ์รูปภาพด้วย kuickshow ออกมาสวยงามไม่มีปัญหา เป็นอันว่าได้ printer คุณภาพดีมาใช้งานคู่ขวัญกับเจ้าเพ็นกวินตัวน้อยเป็นที่เรียบร้อย (กว่าจะใช้ได้ พิมพ์ไปเกือบ 100 แผ่นแน่ะ)

อืม... ใช้กับ RH/SuSE ก็สงสัยว่าจะใช้ได้แค่ 2 ดิสโทรนี้หรือเปล่า ทำ driver ออกมาก็จริงแต่มันก็แปลกๆ -_-' แต่ก็ยังดีที่ใช้ Generic PCL ได้

Printer : Lexmark E230 Laser Printer
RAM: 8 MB
Language: PCL 6 emulator
Print: B/W 17 ppm (Letter), 16 ppm (A4)

OS: Yoper GNU/Linux 2.1
CUPS: 1.1.23

ขั้นต่อไปเดี๋ยวจะลอง connect กับprint server ที่ router ดูซิว่าจะเป็นไง (ตาม spec มันบอกว่าใช้กับ GDI printer ไม่ได้ แต่อันนี้เป็น PCL)

Thursday, January 12, 2006

หนังสือ หนังสือ หนังสือ

กลับมาเมืองไทยก็ว่าจะหาหนังสือพวก Linux หรือ programming อะไรสักอย่าง (ตอนนี้กำลังสนใจ Python เป็นอย่างมาก) ที่เป็นภาษาไทยกลับไปอ่านบ้าง (เหตุผลคือ มันถูกกว่า text book น่ะสิ) ปรากฏว่า ไปเดินตาม Se-ed, นายอินทร์, แพร่พิทยา แล้วไม่พบหนังสือที่ต้องการเลยสักเล่ม โดยเฉพาะ หนังสือ Linux ทั้งที่ตอนก่อนผมไปออสเตรเลียนั้น ผุดขึ้นเบิกบานราวกับดอกเห็ด ตอนนี้หายไปหมดแล้ว เหลือแต่ LinuxTLE, OfficeTLE สำหรับคอมไอซีที (หน้าปกซีดมาก คงอยู่มาตั้งแต่เพิ่งออกคอมไอซีทีใหม่ๆ และคาดว่าคงไม่ได้พิมพ์ใหม่อีกแล้ว) กับ ตั้ง Server ด้วย RH Enterprise (เมื่อก่อนเป็น 7.2-7.3) เท่านั้น T-T น่าเศร้าจริงๆ อ้อที่พอพบได้อีกเล่มก็คือ BSD ที่พอจำได้รางๆ ว่าออกมาตอนผมไปออสเตรเลียแล้ว ขนาด MacOS X Tiger ยังหายากเลย

หนังสือที่พบเป็นจำนวนมากก็คือ พวกสอนใช้โปรแกรมทั้งหลาย ตั้งแต่ Window$, M$ Office, Photoshop, Illutrator, Flash จนถึงพวกโปรแกรมมัลติมีเดียทั้งหลายแหล่ หรือแม้แต่โปรแกรมเขียนซีดี/ดีวีดี ยอดนิยม 555 ไม่รู้ว่าคนเขียนหนังสือซื้อตัวลิขสิทธิ์มาใช้เขียนหนังสือหรือเปล่าแต่คนซื้อนี่กว่า 80% คงไม่ใช่ ก็โอเค พวกนี้มันขายได้ตลอดอยู่แล้วนี่ เออ ไม่มีคนเขียนคู่มือ Gimp ออกมาซักทีเนอะ

นอกจากนี้หนังสือคู่มือการเขียนโปรแกรมก็ยังเป็นแบบยอดนิยมเช่นกันคือ C, C++, PHP, Java, Visual Basic, เจอ XML บ้างประปราย (ประมาณ 1 เล่ม) สงสัยว่า คนเขียน Python ก็เยอะ ทำไมไม่มีคนเขียนหนังสือ Python ออกมามั่งวะ? ตอนอยู่ออสเตรเลียยืม Learning Python (Mark Lutz, David Ascher) สำนักพิมพ์ O'Reilly มาอ่าน เจ๋งเป้ง ! ยังอ่านไม่จบก็ต้องเอาไปคืนก่อนเพราะจะกลับเมืองไทย เดี๋ยวกลับไปคงยืมมาอ่านต่อ เหอะๆ

ที่เศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือ นิตยสาร Linux เล่มเดียวในเมืองไทย หายไปจากแผงเรียบร้อย ต้องระเห็จมาอยู่ในเว็บแทน หมดกัน... ท่าทาง Linux คงไม่สามารถโตได้ในตลาด end-user ของเมืองไทยแหงๆ แม้ว่าการไปเดินตามคาร์ฟูร์ หรือโลตัส ยังคงสามารถเห็นการขายคอมพิวเตอร์พ่วง Linux ได้ก็ตาม คาดว่าก็คงโดนลบออกใส่ Win เถื่อน หรือไม่ก็ขายไม่ออก

หนังสืออื่นๆ มั่ง ไม่ได้ตามการ์ตูนมาเกือบ 2 ปี เลยไม่ได้สนใจเรื่องอะไรเป็นพิเศษ ยังมีชินจัง (23) ที่พักหลังออกปีละเล่ม ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น -_-' สรุป... กลับมาเมืองไทยได้ชินจังกลับไปเล่มนึง ฮ่าๆ สมเพชจริงๆ ไปร้านหนังสือที่มหาวิทยาลัยของสุดที่รัก อยากจะกวาดมาหมดทุกเล่ม ทั้ง Linux, Unix, Python, etc... รวมทั้งตำราแพทย์อีกหลายเล่ม (ซื้อมาเล่มนึงละ General Practice ของ John Murtagh อ่านไปได้หน่อยนึง) แต่ไม่มีตังค์

=_=' เฮ้อ จบดีกว่าบ่นมากเกินไปแล้ว

Sunday, January 01, 2006

Happy New Year 2006

สวัสดีปีใหม่กับทุกๆ ท่านที่เข้ามาอ่าน Blog ด้วยนะครับ :D

ปีใหม่แล้วก็ตั้งใจว่าจะทำอะไรใหม่ๆ แก้ไขอะไรๆ ที่มันไม่ดีเมื่อปีที่แล้ว
  • ใจเย็นกับแฟนให้มากกว่านี้ (ตอนนี้ก็เย็นอยู่แล้ว แต่ก็มีทะเลาะกันเป็นระยะๆ โดยเฉพาะเวลามานั่งทำงานด้วยกัน)
  • ตั้งใจอ่านหนังสือ หลังจากช่วงสิ้นปี แทบไม่ได้แตะหนังสือเลย จะสอบแล้ว อีก 3 เดือนเอง -_-'
  • หวังว่าจะสามารถสวดมนต์ ไหว้พระ มากขึ้น ทำใจให้สงบ ทำตัวให้มีสติมากขึ้น
  • จะพยายามทำสิ่งที่ตั้งใจ หรือคิดว่าจะทำทันที (ตัวอย่างเช่น ที่ผ่านมา จะเขียนบล็อกเรื่องต่างๆ มากมาย สุดท้ายได้แต่คิด ไม่ได้เขียน -_-')
  • จะพยายามเขียน blog ภาษาอังกฤษให้ได้ครบทุกตอนต่อจากนี้ (ทีแรก ก็เขียนต่อจากภาษาไทย แต่มันยาวเกิน เลยแยกไปอีกบล็อก สุดท้ายก็เขียนได้ตอนเดียวแล้วก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้น)
  • จะใช้ Yoper เวอร์ชั่นใหม่ ... (เมื่อไหร่จะออกซักทีเนี่ย)
  • แปล KDE ให้ได้เยอะๆ
  • ลดกาแฟ
  • ลดน้ำหนัก T-T กลับมาเมืองไทย น้ำหนักเพิ่ม 4 kg จะกลับไปหนักต่ำกว่า 70 ให้ได้ ที่เหลือค่อยว่ากันทีหลัง (แต่ไงเมียก็บอกว่าหล่อที่สุดอยู่ดี แต่ห้ามเกิน 90 kg นะ)

...

และอื่นๆ อีกมากมาย ไว้คิดออกจะมา post เพิ่ม

Monday, December 26, 2005

My First Blogging in Thailand

กลับมาเมืองไทยได้เกือบ 2 อาทิตย์ ยุ่งซะไม่มีอะ ต้องไปนู่นไปนี่ ติดต่อนู่นนั่นนี่ ออกจากบ้านเกือบทุกวัน เหนื่อยหว่ะ-_-' เข้าอินเทอร์เน็ตก็ไม่ค่อยได้ เพราะที่บ้านไม่ได้ติด ADSL ช้ามากๆ แถมต่อติดๆ หลุดๆ อีกต่างหาก เรื่อง update blog ไม่ต้องพูดถึง แค่คิดว่าต้องวต่อเน็ตก็เบื่อแล้ว ไม่เหมือนตอนอยู่ออสเตรเลีย เปิดโมเด็ม+wireless router ทั้งวันทั้งคืน บางทีทั้งอาทิตย์ปิดแค่วันเดียว (แป๊บเดียวด้วย)

วันก่อนมีโอกาสได้ไปศิริราช (พาแฟนไปส่งทำงาน, ดูดิ กลับมาพักก็โดนเรียกไปทำงาน) ก็เลยแวะไปหาคุณหน่อยแห่ง Speed Net Club ไม่เคยรู้จักหน้าตา หรือร้านมาก่อน เคยคุยกันทาง blog กับกระทู้ที่ Thailinuxcafe.com เฉยๆ แต่ก็อยากเจอ แถมบอกไว้ว่าจะไปเยี่ยมอีกต่างหาก พอไปถึงเสาชิงช้าก็ตามหาร้าน จากความทรงจำอันเลือนรางพอจะจำได้ว่าอยู่ถนนดินสอ แถวๆ เซเว่น เดินๆ ไปเกือบเข้าร้านผิดแล้ว :P เดินๆ ไปด้อมๆ มองๆ ก็เห็นว่าร้านใช้ Windows ก็เลยเดินผ่านไปคิดว่าไม่ใช่ เดินต่อไปอีกไม่นานก็เจอร้านแปะป้ายว่า Speed Net Club อันนี้ของแท้ เดินวนๆ ด้อมๆ มองๆ อยู่อีก 2-3 รอบเห็นว่าลูกค้าไม่เยอะ ก็ดุ่มเข้าไปเลย

แอ๊ดด!!
คุณหน่อย: สวัสดีครับ (ทำหน้าเหมือนว่ามีลูกค้า)
ผม: สวัสดีครับ คุณหน่อยใช่หรือเปล่าครับ (กล้าๆ กลัวๆ นิดหน่อย)
คุณหน่อย: ใช่ครับ... เอ่อ คุณ DrRider ใช่ไหมเนี่ย
ผม: ถูกต้องนะคร้าบบบบ (ทำท่าเหมือนปัญญา)
คุณหน่อย: แหม่... เจอกันจนได้ ตัวเล็กกว่าที่คิดนะครับ
ผม: (ดีใจนิดหน่อยที่มีคนว่าตัวเล็ก) อ้าวคิดว่าผมเป็นยังไงเหรอ
คุณหน่อย: คิดว่าจะแบบ ตัวใหญ่ๆ หน่อย แบบไรเดอร์ก็ต้องตัวใหญ่ๆ ไงครับ
ผม: (แค่นี้ก็หนักแย่แล้ว) เอ่อ.. ฮ่า ฮ่า
คุณหน่อย: แล้วก็ดูหนุ่มกว่าที่คิดเสียอีกนะครับ
ผม: (หือ?) หมายความว่าไงครับ
คุณหน่อย: แบบผมคิดว่าจะประมาณ 40 กว่าๆ อะครับ
ผม: (หูย ... ผมยังไม่ 30 เร้ย) เอ่อ งั้นเลยเหรอครับ -_-"
...
แล้วก็คุยอะไรกันอีกนิดหน่อย คุณหน่อยก็ขอตัวไปนอกร้านสักแป๊บ ก็ไม่ได้คิดอะไร สักพักคุณหน่อยก็กลับมาพร้อมกับน้ำเย็น 1 ขวดจากเซเว่น โห ผมงี้อึ้ง+ซึ้ง น้ำตาแทบจะไหลพราก T-T

ร้านคุณหน่อยที่ไปเห็นมาก็เป็นร้านเน็ตสีขาว (หม่นๆ นิดหน่อย) จริงๆ ครับ ใช้ Linux ทั้งร้าน แล้วก็มี Win98 1 เครื่องเอาไว้สแกนงานให้ลูกค้า ตอนที่ไปก็มีลูกค้าชาวต่างประเทศอยู่ 2 คน กำลังเช็คเมลอยู่ แล้วดูเหมือนคุณหน่อยก็กำลังพิมพ์งานอยู่ด้วย OO.o (TLE หรือเปล่าไม่ทราบ ไม่ทันได้สังเกต) จากนั้นก็กลับมานั่งคุยกันต่อนิดๆ หน่อยๆ (ยังไม่กล้าถามเรื่องแฟนและเรื่องแต่งงาน หุหุ หวังว่าจะมีขจ่าวดีเร็วนี้นะครับ) หวานใจ (เมีย) ก็โทรตามว่าเสร็จแล้วให้มารับได้ก็ลากันตรงนั้น

วันนั้นไม่ค่อยมีเวลา วันหลังถ้าผ่านไปจะไปอุดหนุนนะครับ :D ไว้ไปซัดกาแฟด้วยกัน เผื่อจะพาแฟนไปเล่นเน็ตที่ร้านด้วยดีไหมครับ