Sunday, December 09, 2007

Strawberry Picking

เมื่อวานมีโอกาสได้ขับรถไป Mornington Peninsula มา มีแผนจะไปเก็บ Strawberry (raspberry, cherry, etc...) โดยตรงกันไปที่ Sunny Ridge ใช้เวลาขับรถจากบ้านที่อยู่ไปประมาณชั่วโมงเศษๆ


ไปถึง จ่ายค่าเข้าคนละ AU$8 ซึ่งรวมค่าเข้า (ไปเก็บกิน) และเก็บ strawberry ออกมาได้อีกคนละครึ่งโล ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยชอบสตรอฯ เท่าไหร่นักเพราะว่าส่วนใหญ่ที่กินมันจะเปรี้ยวมากกว่าหวาน แต่มาที่นี่ เก็บจากต้นสดๆ ส่งเข้าปาก มันหวานเอามากๆ จนไม่อยากเชื่อ (ไม่รู้กินยาฆ่าแมลงกับปุ๋ยเคมีเข้าไปเท่าไหร่ :P) นอกจากนี้ก็ยังไปเก็บเชอร์รี่ กับ ราสเบอร์รี่ กินอีกนิดหน่อยด้วย...

ก่อนกลับ ก็แวะซื้อเชอร์รี่มาครึ่งโล พร้อมกับสั่ง Chocolate Fondue มาลองกินกันในสนนราคา AU$15 ซึ่งคิดว่าคุ้มสุดๆ กับ Strawberry ลูก(โคตร)โต ฉ่ำ แล้วค่อยๆ จุ่มลงไปใน Belgian Chocolate ที่ละลายแล้ว รสชาติหวานมันของ chocolate รวมกับรสเปรี้ยวนิดๆ ของ strawberry ละลายเข้ากันในปาก มันยากที่จะบรรยายได้ สรุป "อร่อย" เอาละ ดูรูปๆ

เก็บสดๆ จากต้น

เชอร์รี่จากต้น

Chocolate Fondue



ถ้าอยากดูรูปเต็มๆ ดูได้ที่บล็อก ของบอส

Wednesday, November 21, 2007

Life out of the fast lane

Friday, last week, my Netcomm ADSL2+ modem died on duty. After an investigation, the cause of death was the adapter which had been grilled during the hot day (around 32 degree Celsius, I think). There also were some traces of melting on the adapter. Anyway, the modem is still working. I knew because I tried plugging in another adapter from another modem and the green LED light on it appeared but couldn't connect because of its under voltage and current.

This problem should be easily solved by just finding a replacement adapter. However, the one that was used was 15V, 1.33A which is not a very standard output. I tried to find it in almost electronic stores that I recognised but had no luck. Most of them are 12V or 15V, 1.5A and $40+ in price. After consulting my friend, his friend who is an engineer said that the one that should be used must have an exact voltage with equal or greater current. That means you can use an adapter that has 15V and 1.33+A (1.5 or 1.6A is OK). Alright, that makes things much easier and we decided to buy a new adapter, even though it will cost us $40+.

Why do we have to find a replacement quickly? Because we couldn't connect to the internet and that we couldn't find out many many things, for examples, couldn't find how can we get the replacement or couldn't find where to buy or where is the shop and couldn't access to emails. OMG, our everyday lives depend on the internet. So we decided to use the internet from our friend's house :P in Baybrook, when we went to have BBQ pork (Mongolian style) at her house on Sunday. After some researches (by Boss), she found that somebody in Whirlpool.net.au webboard could get a replacement from Netcomm for free. So we decided to call Netcomm to get a replacement (working hours are 9-5).

Monday, I called Netcomm Tech Support in the morning. It took me around 20 minutes waiting time to get to the Tech guy. Although it seemed quite a long time, Netcomm call centre made me feel better than other support lines that I've ever contacted. It informed me which queue I got now and moved up. This made me feel waiting was ending soon and I'd like all call centres or tech support lines to be like this. Okay, after speaking to a Tech guy, he gathered some of my information, modem's model and S/N and my name and address, for instances, and tell me that the adapter will be sent to me within 2 days (free of charge, of course). Wow, the adapter had been sent and I received it yesterday. Back online again!

I was very impressed with Netcomm service. Its tech support line has got customers in mind. They know that customers don't want to wait long and that they need to know when they will be served. Queuing system is a clever move and it relieves customers' frustration. Additionally, I can get a replacement adapter for free from Netcomm even though it is stated in the warranty terms and conditions that power supply is not included in the warranty. This saved us $40 for the adapter.

I would recommend anyone I know who want to buy network stuffs (in Australia) to buy Netcomm as its quality and service are very impressive. Thank you ... Netcomm.

Sunday, November 04, 2007

Wii


จาก entry ที่แล้ว ที่ได้คะแนน IELTS แบบคาดไม่ถึง ซึ่งได้ทำการตกลงกับบอสเอาไว้ก่อนแล้วว่า ถ้าคะแนนดี ไม่ต้องสอบอีกรอบภายในปีนี้ ก็จะมีรางวัลให้กันหน่อย :) ทีแรกคุยกันว่าจะซื้อ Nintendo DS Lite เพราะซักสองเดือนก่อนมีเพื่อนมาพักที่บ้านจากซิดนี่ย์ มันเอา DS ติดมาเล่นด้วยพร้อม FF III (ทำให้ตูสอบ Clinical ไม่ผ่านเลย -- ล้อเล่น) เลยอยากเล่นมั่ง

ทีนี้พอไปถึงร้านเกมจริงๆ ปรากฏว่า ไม่มีโปรโมชั่นดีๆ ซักกะที คือซื้อ DS มันก็ได้แต่เครื่องเปล่า หรือไม่ก็แถมเกมที่ไม่อยากได้ ลังเลอยู่นานสองนาน ทีนี้บอสซึ่งชอบดูโฆษณาตามห้างต่างๆ เหลือบไปโฆษณาของ Kmart ว่าช่วงนี้มีโปรโมชั่นสำหรับ Wii ซึ่งซื้อเครื่องแถมอีก 1 เกม (นอกจาก Wii Sports) ในราคาแค่ AU$388 เท่านั้น แต่ในโฆษณาเขียนให้เข้าใจผิดว่าเครื่องเกมราคาแค่ AU$299 (เมื่อลบค่าเกมที่แถมออก) เลยชวนไปดูกัน...

สำหรับ Wii นั้น ข้าพเจ้าเองอยากได้ตั้งแต่ที่มันออกใหม่ๆ ในออสเตรเลียตั้งแต่ปลายปีที่แล้วแล้ว แต่ติดที่ว่า "จน" ต้องเก็บเงินไว้สอบ T_T จนโดนจ่าบอกจะขายต่อให้อยู่รอมร่อ แต่ไม่เอาดีกว่า ก็อยากได้เครื่องใหม่นี่ :P แถมเพื่อนอีกคน ซึ่งติดใจ Wii จากการไปเล่นที่บ้านเพื่อนของเธอ ก็ตัดสินใจซื้อเป็นของตัวเอง (จาก ebay) ทำให้อยากได้ขึ้นไปอีก (ทีแรกกะว่าจะชวนบอสไปเล่นบ้านเพื่อนก่อน แล้วค่อยตะล่อมขอทีหลัง)

ไปถึงที่ก็เข้าไปถาม... ได้ความว่า ถ้าเอาแต่เครื่อง + Wii Sports (ซึ่งมันมีอยู่ในกล่องนั่นแหละ ไม่รู้จะเอามาโปรโมททำไม) เนี่ย ต้องจ่าย AU$399!!! เฮ้ย!! ไรวะ!? แต่ถ้าเอาตาม Deal (คือแถม Ice Age 2 ด้วย) ก็จ่าย AU$388 ได้มาอีก 1 เกม อืม... ทีนี้คิดหนัก เพราะไม่ใช่คนชอบเล่นเกมแอ็คชั่นแบบนั้น รู้สึกว่าอยากได้เกมอื่นมากกว่า (เช่น Zelda หรือ Cooking Mama สำหรับ Wii) แต่สุดท้ายก็ตกลงใจ "เอา" ดีกว่า เผื่อเอาเกมที่แถมมาไปปล่อยบน ebay :P แล้วไปซื้อเกมที่อยากได้ ก็ตกลงบอกคนขายว่า เอาชุดนี้แหละ (ทำไมต้องจ่ายแพงกว่าด้วยล่ะ? ก็ไม่เอาเกมมันตั้ง 399 นี่หว่า) ว่าแล้วคนขายก็เข้าไปหาของใน stock เสร็จออกมาบอกว่า Ice Age 2 หมด เปลี่ยนเป็น Surf's Up แทนได้มั้ย เหอ!? ก็โอเค มันก็ไม่ได้ต่างอะไรมาก แต่บอสคิดว่านี่เป็นโอกาส เลยถามไปว่า ถ้าของหมดล่ะก็ ขอเลือกเกมเองได้มั้ย ถ้าราคาเกินจะจ่ายส่วนต่างเพิ่มให้ ตอนแรก คนขายเธอตอบตกลง เราก็ไปเลือกเกมกัน ได้ Legend of Zelda มานี่แหละ พอกลับมาที่เคาน์เตอร์ เธอบอกไม่ได้ซะงั้น (จริงๆ คือ ดูเหมือนเธอไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจหรอก ตอนแรกเลยนึกว่าได้ื สงสัยถาม supervisor แล้วโดนด่ากลับมา) ก็ได้วะ เอา Surf's Up ก็ได้ กลับมาถึงบ้าน นอนพักซักครู่ แล้วก็เปิดกล่อง... ตอนแรกที่เห็นเครื่อง มันเล็กจังวุ้ย มี port ภายในเครื่องคือ พอร์ต AV, ช่องเสียบ Sensor, ช่อง Power, มี USB x2, ข้างหน้า นอกจากช่องใส่แผ่นแล้วก็ยังมีช่องเสียบ SD card ด้วย, ข้างบนมีช่องเอาไว้เสียบจอยของ GameCube แล้วก็มี Wii Remote ซึ่งเครื่องรุ่นหลังๆ จะแถม สายรัดข้อมือแบบหนาและแข็งแรงขึ้น พร้อมกับ Wii Remote Jacket เป็น silicone สีขาวไว้ใส่ Wii Remote มีหัวบวมๆ เป็น cushion เผื่อเวลาหลุดมือไปโดน TV จะได้ไม่แตกมั้ง ต่อเครื่องกับทีวี (21" เล็กเป็นบ้า T_T) เปิดมา Set up อะไรบางอย่างเช่น Region, Time, Timezone, สร้าง Mii แล้วก็เปิด Wii Sports เล่น

เริ่มจาก Tennis, Baseball, Bowling, Golf ปิดด้วย Boxing โอ้ว สุดยอด สนุกเป็นบ้า (แต่ทำไม Tennis เราห่วยงี้วะ, Baseball ก็ตีไม่ค่อยโดน) เล่นจนปวดไปหมดทั้งตัว ไม่ได้ออกกำลังกายมานาน นอกจากนี้บอสก็ยังสนุกด้วยแล้วก็บอกว่าซื้อ Wii น่าจะคุ้มกว่า DS เยอะ พี่อีกคนที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ก็เล่น Tennis เป็นชั่วโมงๆ กะ Turn Pro ภายใน 3 วัน เหอๆ

วันศุกร์ ลุกขึ้นมา setup Wi-Fi เครื่อง Wii ให้ต่อกับ router ภายในบ้าน (ยังใช้ WEP อยู่ :P) ซึ่งจะ้ enable features อื่นๆ ที่ต้องต่อกับอินเทอร์เน็ตด้วย เช่น Weather forecast, News, Shopping Channel เป็นต้น หลังจากนั้นเครื่องก็เตือนให้ Update firmware ก็ update ไป กลายเป็นรุ่น 3.1E ซึ่งปรับปรุงหน้าตาเล็กน้อย เช่นมีการแสดงเวลาที่ Wii Menu และทำให้เราสามารถควบคุม Wii Menu ได้ด้วย USB keyboard (แต่มีเตือนไว้ด้วยว่าถ้าลงในเครื่องที่ทำการดัดแปลง อาจทำให้ Wii กลายเป็นที่ทับกระดาษได้) เสร็จแล้วก็เล่น Wii Sports ต่ออีกหน่อย มีผลทำให้ถ้วยน้ำจิ้ม กับ mug แตกไปรวม 2 items (- -')

เมื่อวาน นัดกันออกไปกินข้าวกับเพื่อน เสร็จแล้วกลับมาที่บ้านพร้อมกับเพื่อน คุณเธอเอา ปลอก Wii Sports มาให้ลอง พร้อมกับเอาเกมอื่นๆ คือ Wii Play กับ Super Paper Mario มาให้ลอง ว่าแล้วก็ยึดไว้เล่นเองซะเลย (เดี๋ยวค่อยคืนนะจ๊ะ)

แผนต่อไปคือหาซื้อ Wii Remote อีกซักอัน (ต้องหาที่ที่ลดราคาซักหน่อยก่อน) เหอๆ

แถมวิดีโอตอนบอสเล่น Wii Tennis




ปล. Happy Birthday นะคร้าบ บอสที่รักและเคารพ รักนะ...

Tuesday, October 30, 2007

IELTS

IELTS (International English Language Testing System) เป็นระบบการทดสอบทักษะภาษาอังกฤษที่ประกอบไปด้วย การฟัง, พูด, อ่านและเขียน ได้รับการคิดค้นขึ้นจากมหาวิทยาลัย Cambridge และปัจจุบันก็ได้รับความนิยมในการใช้วัดผลทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งในเรื่องการเรียนต่อ และการทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก (หลักๆ คืออังกฤษกับออสเตรเลีย แต่ตอนนี้รู้สึกว่าที่อเมริกาก็ยอมรับระบบ IELTS นอกจาก TOEFL แล้วด้วย)

ระบบการให้คะแนนของ IELTS นั้นแบ่งเป็น 10 ระดับคือ 0 - 9 โดย 0 คือไม่มาสอบ (ซะงั้น ... อย่าหัวเราะ เพราะเท่าที่เคยสอบมา ก็มีคนไม่มาสอบเยอะนะ :P) และ 9 คือ expert user หมายความว่าใช้ได้ดีเทียบเท่าเจ้าของภาษา และคะแนนที่ประกาศก็จะเป็นคะแนนเฉลี่ยซึ่งเป็นการเฉลี่ยคะแนนแต่ละโมดูลทั้ง 4 โมดูล แถมตอนนี้ยังยากขึ้นไปอีก เพราะ Writing กับ Speaking นั้นเมื่อก่อนมันไม่มี .5 แต่ตอนนี้มันมี .5 แล้ว

เกริ่นมานานนั้นไม่ใช่อะไร เพราะเพิ่งไปสอบมาอีกครั้ง (กี่ครั้งแล้วก็ไม่รู้... เปลืองฉิบ ค่าสอบตอนนี้ขึ้นไปเป็น $280 แหล่ว) ที่ต้องไปสอบเพราะต้องเตรียมไว้สำหรับ register ถ้าหากว่าสอบ Clinical Assessment ผ่าน (ซึ่งก็ยังไม่ผ่านซักที T3T) อีกอย่างคือเผื่อฟลุคมีคนรับทำงานก็ต้องได้ IELTS อย่างน้อย 7 ทุกโมดูล (ยากมั้ยล่ะ)

วันสอบก็ เสาร์ 13 ตุลา ตื่นแต่เช้า ขึ้นรถไฟเข้าเมือง ไปถึงรีบเข้าห้องน้ำ (เดี๋ยวมีเรื่องตอนสอบ :P) แล้วก็อัดยาโด๊ปเข้าไปสองเม็ด (beta blocker ทำให้หัวใจเต้นช้าลง มือไม่สั่น มีสมาธิมากขึ้น) ก่อนสอบ เสร็จแล้วก็เข้าห้องสอบ เริ่มจาก listening, reading ปิดด้วย writing สำหรับช่วงเช้าซึ่งผ่านไปอย่างราบรื่น แล้วก็รอสอบ speaking ตอนบ่าย (นานมาก สอบตั้งบ่ายสามแน่ะ คนสุดท้าย) ตอนนั่งรอก็บังเอิญมีคนมาชวนคุย เป็นคนศรีลังกาเรียน PhD อยู่ภาควิชา Econometrics ซึ่งเป็นอะไรที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย สรุปเป็นคนน่าสนใจละกัน คุยกันไปเรื่อย แล้วถึงเวลาสอบก็เข้าไปสอบ ว่าแล้ว examiner ก็ถามว่าเจอคนน่าสนใจเร็วๆ นี้บ้่างหรือเปล่า ทำท่าคิดนิดนึง แล้วก็เลยเอาหมอนี่เป็น subject ซะเลยดีกว่า เหอๆ (โชคดีที่หัวไว) จากนั้นมาถึง part 2 ถามถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต เลย "ตอแหล" เรื่องที่ตัดสินใจมาอยู่ออสเตรเลียซะงั้น (รวมเรื่องบอสด้วย เหอๆ)

สอบเสร็จออกมาก็ค่อนข้างพอใจกับผลงานที่ทำนะ แต่ตอนที่รอผลสอบก็ร้อนๆ หนาวๆ เบื่อๆ ว่าจะต้องสอบใหม่อีกรึเปล่าเนี่ย เฮ้อ... (- -')

2 อาทิตย์ต่อมา... ที่ศูนย์สอบนี้เค้าจะแปะคะแนนไว้ที่บอร์ดให้ดูด้วยในวันศุกร์ ก่อนที่จะส่งผลจริงๆ ไปที่บ้าน ที่บอร์ดก็จะแปะ หมายเลขสอบ, เลขพาสปอร์ต แล้วก็แสดงคะแนนแยกตามโมดูล มาถึงก็เดินขึ้นไปดูกับบอส... เงยหน้าขึ้นดูบอร์ดใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ไล่ตามหมายเลขที่นั่งสอบ...

เฮือก!!!!

Listening - 9.0
Reading - 9.0
Writing - 7.0
Speaking - 7.0
Overall - 8.0


Woo Hoo!!!!! ตูทำได้ไงวะเนี่ย!!! Perfect score จาก listening & reading ให้สอบอีกครั้งก็คงไม่ได้แบบนี้ชัวร์

แต่ยังไงก็ไม่ต้องสอบใหม่ไปอีก 2 ปีละเว้ย ได้คะแนนดีเกินคาดแบบสุดๆ เหอๆ ว่าแล้วก็รอผลสอบตัวจริงอย่างมีความสุข (มาวันจันทร์บ่าย) หน้าบาน อวดชาวบ้านไปเรื่อย

นานๆ มีเรื่องดีๆ ซะที เฮ้อ... จบแบบดื้อๆ ดีกว่า เหอๆ

Sunday, October 07, 2007

Apple! What are you thinking?

I have an iPod (5G, the first revision of iPod Video) and it's worked well on my box under both Windows and Linux. However, recently, Apple has introduced a new line of iPod including iPod Classic with a massive storage (160 GB for a portable media player, are you crazy?), new looks and a new slick UI. I have to admit that I don't like the new aluminium appearance, even though the new UI looks great. Yet, I would like to own one of new iPod Classic, attracted by its huge storage, up until half an hour ago, though.

The reason is that Apple tries to keep things monopolised. They've encrypted the firmwares since the 2G nano and now all new iPods' firmwares are encrypted. This makes installation of alternative firmwares, such as Rockbox and iPodLinux, impossible since they need to modify the 'encrypted' firmware in order to install the bootloader. While Apple's firmwares may be good ones, but they may not provide all solutions. For example, they do not support such free file format as ogg which offers smaller file size and better quality, so these alternative (and opensource) firmwares are the answers. Additionally, hacking iPod to make it display Thai character is also affected (and Apple is not interested in making iPod to display Thai). OK, it is fair enough to keep such thing like firmware as a proprietary stuff. But, at least, if somebody want to use your hardware but are sick of your feature-less firmware, please let others do the job.

Furthermore, the new iPod firmwares come with encrypted iTunesDB. This means no applications can read iPod's library but iTunes (but not for long). OK, I somewhat like iTunes, even though it's sometimes cranky and not so smart. However Amarok is my app of choice to manage iPod. Apple slams the door to us, Linux users who are their current and may be future customers. This is an outrage! Fortunately, someone has cracked the hash and already implemented it to libgpod (svn version). If you are using Ubuntu family, you may find the unofficial Ubuntu .deb from this blog. Thanks to the opensource world. Windows users who hate iTunes but own iPods may need to wait, anyway.

Apple's attitude to this is quite extreme and will keep some of their customers away, including geek and many Thai people. I've made up my mind. If my iPod comes to its last day, my new media player will be Creative, iRiver, SanDisk, etc... but, sorry, Apple, not iPod anymore!

Thursday, August 16, 2007

Unsuccessful candidate (again...)

*SIGH* ~~ *SIGH*

This is my second attempt on AMC Clinical Assessment and I still am an unsuccessful candidate. Oh! man, life is not worth living (just kidding :P). Okay, let's prepare harder for the next time. I'll be depressed for a week and then I'll start over again.

TДT

Friday, July 13, 2007

Saturday, May 19, 2007

Kubuntu Feisty vs Logitech

หายหน้าหายตาไม่ได้ up blog เป็นเวลานานแสนนาน แถมจั่วหัวเรื่องซะน่ากลัว แต่ไม่ใช่เรื่อง Logitech ไปหาเรื่องฟ้อง Kubuntu แต่อย่างใด เป็นเรื่องที่ผมไปซื้อเมาส์มาใหม่ เป็นเมาส์ Laser รุ่น V450 จาก Logitech ในราคาลดสะบั้นแค่ AU$58 เท่านั้น (แพงฉิบ) ซึ่งเมาส์ตัวนี้ก็ใช้ได้ดีเกือบทุกพื้นผิว ละเอียดดี (ไม่รู้เท่าไหร่ เพราะมันไม่ยอมบอกว่ากี่ dpi แต่รู้สึกว่ามันเคลื่อนที่เรียบขึ้น อาจจะเป็น Placebo Effect) แถมยังใช้ได้ไกลพอตัว (ประมาณเกือบๆ 5 เมตร) และที่สำคัญคือประหยัดถ่าน (มันเคลมว่าใช้ได้นานสุด 1ปี)



ตัวนี้แหละ


การใช้งานทั่วไปบนวินโดวส์ก็ไม่มีปัญหา แต่ต้องลง software ของ Logitech จึงจะทำให้ใช้ได้ครบทุกปุ่ม ซึ่งมันมี 3 ปุ่ม และ sidescroll (ขนาดบนวินโดวส์นะ) ทีนี้มาว่ากันบน Linux มั่ง ซึ่งเครื่องผมลง Kubuntu Feisty เอาไว้ (ก่อนหน้านั้นก็ Edgy แหละ แต่ตัดสินใจลง Feisty ดีกว่าเพื่อความสดของ packages) เมื่อลองเสียบครั้งแรก ก็ใช้ได้ทันที แต่ ปุ่ม sidescroll มันใช้ไม่ได้ สรุปว่า หายไป 2 ปุ่มซะงั้น -_-' แรกๆ ก็ไม่คิดอะไรหรอก ไม่ใช้ก็ได้ แต่ไปๆ มาๆ ก็ซื้อมาตั้งแพง ทำไมใช้ไม่ได้ฟะ แถมเมาส์ก็เคลื่อนที่แบบที่เรียกว่า out of control เอามากๆ คือ ขนาดปิด acceleration ใน KDE ไปแล้ว (ตั้ง factor x1) มันยังปรู๊ดปร๊าด แบบควบคุมลำบาก ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ (คิดว่าน่าจะเป็นผลจากความละเอียดที่มากขึ้นจริงๆ) เลยคิดว่า... สงสัยต้องหาวิธีเอาซะแล้ว

ที่ entry นี้ไม่เขียนเป็นภาษาอังกฤษเพราะว่า เอกสารภาษาอังกฤษมีเยอะแล้ว (เหอๆ) และคนไทยมักไม่ค่อยอยากอ่านภาษาอังกฤษ ดังนั้นก็เขียนเป็นภาษาไทยละกัน (เผื่อจะมีคนมาเม้นต์มากขึ้น เหอๆ)

วิธีการนั้น ผมได้มาจาก Google -> Gentoo Wiki (เข้าใจแล้วว่า ทำไมเค้าถึงบอกว่าเอกสารของ Gentoo ดีที่สุดในโลก) และรายละเอียดปลีกย่อยนิดหน่อยจากหน้า manpage

เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกัน

ขั้นแรก: สำรวจไดรเวอร์
การตั้งค่าเมาส์โดยปริยายใน xrog.conf ที่ติดมากับ *buntu นั้น จะใช้ไดรเวอร์ที่เรียกว่า mouse เพราะมันเป็นไดรเวอร์ที่ใช้ได้กับเมาส์ทั่วไปไม่ว่าจะเป็นเมาส์ ps/2, usb หรือ serial (ยังมีใครใช้มั้ยเนี่ย) แต่สำหรับเมาส์ใหม่ๆ ที่ปุ่มมันเยอะๆ และเป็น usb ซึ่งไดรเวอร์และ Protocol ตัวเก่านั้น มันอาจทำให้การ map ปุ่มเมาส์เละไปหมด เค้าก็เลยเปลี่ยนมาใช้ไดรเวอร์ที่ชื่อว่า evdev แทน ซึ่งไดรเวอร์ตัวนี้จะทำการ จับ event ของอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลต่างๆ เข้ามาผ่านทำการประมวลผลใน kernel และตามเอกสารของ Gentoo ก็บอกไว้ว่า 9 ใน 10 ครั้งนั้น คุณจะไม่ต้องไปนั่ง map ปุ่มใหม่เอง (เยี่ยม)

สำหรับ evdev นั้น *buntu ได้ build มาเป็น kernel module แล้วพร้อมกับโหลดให้ตอนบูตเรียบร้อย


ขั้นที่ 2: สำรวจอุปกรณ์
รายละเอียดของอุปกรณ์นั้นจะถูกเก็บไว้ในระบบไฟล์ชั่วคราว (/proc) ที่แฟ้ม /proc/bus/input/device ลองดูเนื้อหาภายในนั้นได้จากการใช้คำสั่ง cat หรือ less แบบนี้
cat /proc/bus/input/device
หรือ
less /proc/bus/input/device


แต่แนะนำให้ใช้ less ดีกว่า เพราะเลื่อนขึ้นลงไล่ดูได้ ลองไล่ๆ ไปก็จะเห็นข้อความประมาณนี้


I: Bus=0003 Vendor=046d Product=c518 Version=0111
N: Name="Logitech USB Receiver"
P: Phys=usb-0000:00:1d.2-2/input0
S: Sysfs=/class/input/input4
H: Handlers=mouse1 ts1 event4
B: EV=7
B: KEY=ffff0000 0 0 0 0 0 0 0 0
B: REL=143

I: Bus=0003 Vendor=046d Product=c518 Version=0111
N: Name="Logitech USB Receiver"
P: Phys=usb-0000:00:1d.2-2/input1
S: Sysfs=/class/input/input5
H: Handlers=kbd event5
B: EV=f
B: KEY=7fff 2c3027 bf004440 0 0 1 f80 8807c000 667bfa d9415fed 8e0000 0 0 0
B: REL=40
B: ABS=1 0


โปรดสังเกตชื่อ Logitech USB Receiver และคุณจะเห็นว่ามันมีอยู่ 2 entries เนื่องจากว่า kernel มองมันเป็น Receiver ของทั้งเมาส์และคีย์บอร์ดไร้สายของ Logitech มันก็เลยขึ้น 2 อัน โดยส่วนสำคัญที่เราสามารถเอาไปใช้ใน xorg.conf ได้มีอยู่หลายส่วน เช่น Name, Phys, bit (B: น่ะ) ให้จดๆ เอาไว้ก่อน แล้วเราไปแก้ /etc/X11/xorg.conf กัน

ขั้นที่ 3: แก้ xorg.conf
คำเตือน: ก่อนกระทำการใดๆ ในขั้นนี้ โปรด backup ไฟล์ xorg.conf เอาไว้ก่อน เพราะเกิดเข้า X ไม่ได้ขึ้นมาจะได้ก็อปกลับไปทับได้

ทีนี้ ตามคู่มือของ Gentoo ที่อ่านมา เค้าบอกว่า ให้แก้ไฟล์ xorg.conf โดยทำการเพิ่มส่วน InputDevice section เพิ่มเข้าไป โดยต้องไปตามดูวิธีการเขียน Config ตามรุ่นและชนิดของเมาส์อีกที (ดูอ้างอิงข้างล่าง) แล้วก็เพิ่มค่าของเมาส์ใหม่เข้าไปในส่วนของ ServerLayout ด้วย

ตามตัวอย่างของ Gentoo Wiki นั้น เค้าบอกให้เพิ่ม InputDevice เข้าไปแบบนี้


Section "InputDevice"
Identifier "V450"
Driver "evdev"
Option "Name" "Logitech USB Receiver"
Option "HWHEELRelativeAxisButtons" "7 6"
EndSection

และ

Section "ServerLayout"
Identifier "Default Layout"
Screen "Default Screen"
InputDevice "Generic Keyboard"
InputDevice "V450" "CorePointer" <- เพิ่มตรงนี้เข้าไป
InputDevice "Synaptics Touchpad"
EndSection


จะเห็นว่า ตัวไดรเวอร์เปลี่ยนไปโดยหันไปใช้ evdev แทน แล้วก็กำหนดอุปกรณ์ด้วยชื่อ ซึ่งก็ควรจะใช้ได้ ถ้าเกิดว่าอุปกรณ์ของผมมันไม่มีชื่อซ้ำกัน แต่จากตัวอย่างข้างบนในขั้นที่ 2 คุณเห็นแล้วว่าชื่อ Logitech USB Receiver มันซ้ำกัน ผลก็คือ เมื่อ restart X ใหม่แล้ว มันมืดไปเลย - -'

ก็เลยเปลี่ยนวิธีเรียกอุปกรณ์ใหม่ เป็นการเรียกใช้จาก event แทน จากตัวอย่างในขั้นที่ 2 จะเห็นว่า ตัว event ที่เป็นเมาส์ของ Logitech นั้น ตรงกับ event4 เราก็เปลี่ยนตรง Option name ให้เป็น Device แบบนี้


Section "InputDevice"
Identifier "V450"
Driver "evdev"
Option "Device" "/dev/input/event4"
Option "HWHEELRelativeAxisButtons" "7 6"
EndSection


หลังจาก restart X แล้วก็ปรากฏว่า สามารถใช้งานเมาส์ได้ และใช้ได้หมดทุกปุ่ม ทั้งปุ่ม ซ้าย ขวา scroll ขึ้น-ลง และ scroll ซ้าย-ขวา ฮ่า... สำเร็จ

แต่...

การใส่ option แบบนี้มีข้อเสียคือ ในการบูตแต่ละครั้งนั้น HAL มันอาจจะเอาเมาส์ของคุณไป register ไว้ที่ event ต่างๆ กันก็ได้ (โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็น event เดิมแหละ แต่ตั้งแต่เปลี่ยนมาใช้ Feisty มันเปลี่ยนทุกครั้งที่บูตเลยอ่ะ - -') ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น คุณก็จะไม่สามารถใช้เมาส์ได้ครบปุ่มอยู่ดี ดังนั้นมีวิธีที่ดีกว่าก็คือ การกำหนด Physical address ไปซะเลย โดยทำการเปลี่ยน Device ไปเป็น Phys แบบนี้


Section "InputDevice"
Identifier "V450"
Driver "evdev"
Option "Phys" "usb-0000:00:1d.2-2/input0"
Option "HWHEELRelativeAxisButtons" "7 6"
EndSection


ทีนี้คุณก็จะได้เมาส์พร้อมใช้งาน ทุกครั้งที่บูต (แต่แบบนี้ก็มีข้อเสียอีกแหละ ถ้าคุณเปลี่ยนพอร์ตที่ใช้เสียบตัว Receiver แล้ว address ตรงนี้ก็เปลี่ยนเหมือนกัน แต่ถ้าไม่เปลี่ยนพอร์ตก็ไม่มีปัญหา)

ขั้นสุดท้าย: ทำการปรับแต่งอีกเล็กน้อย
เนื่องจากว่า ผมรู้สึกว่าเมาส์มันกระตุกๆ แปลกๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่า การ poll ข้อมูลของเมาส์มันต่ำเกินไปสำหรับเมาส์แบบ Laser ซึ่งมีความละเอียดสูง ดังนั้นก็เลยเปลี่ยนความถี่ในการ poll ข้อมูลซะ (ค่าปกติคือ 100 Hz) โดยจากคู่มือของ Gentoo ที่อ่านมา บอกว่า เมาส์ส่วนใหญ่ของ Logitech สามารถรับความถี่ 500Hz ได้สบายๆ โดยใช้ usbhid module และให้ โหลดโมดูลนี้ตอนบูต โดยทำการสร้างไฟล์ usbhid เอาไว้ใน /etc/modprobe.d


sudo vi /etc/modprobe.d/usbhid

options usbhid mousepoll=2


ซึ่งตรงนี้เป็นการเปลี่ยนให้มีการรับข้อมูลจากเมาส์ทุกๆ 2 ms (ก็คือ 500 ครั้ง/วินาที หรือ 500 Hz นั่นเอง)

แล้วก็บอกให้ทำการโหลดโมดูลพร้อม option นี้ทุกครั้งเวลาบูตด้วยการใส่ usbhid ต่อท้ายเข้าไปในไฟล์ /etc/modules

ต่อมาผมรู้สึกว่า เมาส์มันเคลื่อนที่เร็วเกินไป ถึงแม้จะได้ทำการปรับความเร็วของเมาส์ใน KDE ไปแล้วก็ยังเร็วอยู่ดี หลังจากที่หาไปหามาแล้ว ก็พบวิธีที่จะปรับเมาส์ให้มีความเร็วลดลง และเพิ่ม sensitivity (threshold) โดยการใช้คำสั่ง


xset m 1/2 1


ซึ่งแปลว่า ทำการตั้งความเร็วเมาส์ให้เหลือ 0.5 เท่า และให้เคลื่อน cursor เมื่อเคลื่อนเมาส์ไป 1 pixel ซึ่งการตั้งแบบนี้ ทำให้ผมควบคุมเมาส์ได้ดีขึ้นมากๆ แต่ทนี้จะทำไงให้มันเป็นแบบนี้ตั้งแต่บูตเข้ามาดีล่ะ ... อันนี้หาไม่เจอแฮะ ... แต่ก็มีวิธีพอกล้อมแกล้มไปได้ด้วยการสั่งแบบนี้ในตอน login เข้า kde โดยทำการสร้างไฟล์ .desktop สำหรับเรียกโปรแกรม ใส่เข้าไปใน ~/.kde/Autostart โดยตั้งชื่อว่า reduce_mouse_speed.desktop และมีเนื้อหาแบบนี้ครับ


[Desktop Entry]
Name=Reduce Mouse Speed
Exec=xset m 1/2 1
StartupNotify=false
Terminal=false


ที่ไม่ยัดคำสั่งนี้เข้าไปใน .bashrc เพราะว่า มันจะแสดง error ถ้าเกิดไม่ได้ login ด้วย X ครับ ก็เลยยัดเอาไว้ใน Autostart ดีกว่า

หลังจากนี้ทีนี้ก็ได้เมาส์พร้อมใช้งานได้แบบเต็มประสิทธิภาพแล้วครับ

Resources:
Gentoo's HOWTO Advanced Mouse
Gentoo's HOWTO Advanced Mouse / Individual Configurations
Gentoo's HOWTO Setting mouse speed through command line
Gentoo's HOWTO Change mouse Hz

Thursday, April 19, 2007

KDE Thai translation: Progress note

There's not much time to the release date of KDE4, according to the release schedule. However, it seems that Thai translation of KDE4 has faced some issues. First of all, the KDE i18n team has moved the core KDE translations and templates from trunk/l10n to trunk/l10n-kde4. (FYI: trunk is the developing branch of KDE.) The translations that have been left in the trunk/l10n is something newer and may not be included to KDE4 (extragear packages). And that many translators from many languages have moved their own translation to trunk/l10n-kde4 already.

The second issue is that string entries in trunk/l10n-kde4 translation files are not the 'exact' entries in that of trunk/l10n and the format of po files is a little bit different. This means, in the worst case, Thai team may have to start over for KDE4 translation. What!! Oh, not so fast. It's not that bad. After asking many people in the kde-i18n-doc mailing list, they said that the translations in trunk/l10n can be ported to both kde4 and kde3.5.x with less efforts using 'msgmerge' and converting script from svn. I tried it and it worked great. Phew... that was close.

At the moment, I'm backporting the trunk/l10n to stable branch and have fulfilled the requirements to include Thai with KDE 3.5.7 (if it is released). Furthermore, I take this chance to review many translations that I (and K. Donga, ...) did and found that there were so many flaws in the translation -_-'. Some were translated incorrectly, some were right in the word meaning, but in wrong context. Some were translated diffusely and many more.

If somebody says that [interface, documentation, you name it] translation is a piece of cake, you can be sure that he or she's never done this before.




ตอนนี้ก็เหลือเวลาไม่มากแล้วก่อนที่จะมีการปล่อยตัว KDE4 แต่ตอนนี้การแปลไทยของ KDE4 เกิดปัญหานิดหน่อย (รึเปล่า) จากที่เคยตั้งใจว่าไอ้ที่แปล trunk/l10n (คือ developing branch) นี่พวก package หลักๆ ก็ได้ครบแล้วพอที่จะถูก release ไปกับ KDE4 ได้ แต่ปรากฎว่า ทีม i18n ได้ทำการย้ายพวก core translation ไปไว้ใน trunk/l10n-kd4 แทน แล้วอีกหลายภาษาก็ได้ย้ายไปแล้วด้วย แต่ภาษาไทยยัง (แหะๆ) ส่วนของที่เหลืออยู่ใน trunk/l10n ก็จะมีพวก package ใหม่ๆ ที่อาจจะไม่ถูกรวมเข้าไปใน KDE4 ด้วยเนี่ยแหละ

อีกปัญหาคือ ไอ้ของที่ย้ายเข้าไปน่ะ มันไม่ใช่แค่ย้ายเข้าไปเฉยๆ แต่มันมีการเปลี่ยนพวก string entries ด้วยพอสมควร แถมยังมีการเปลี่ยน format อีกนิดหน่อยด้วย ดังนั้นปัญหาคือ, อย่างแย่ที่สุด ก็อาจต้องเริ่มแปลใหม่... หา! พูดเป็นเล่น!

แต่เดี๋ยวก่อน! อะไรๆ มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น หลังจากงงๆ อยู่พักใหญ่ ก็ตั้งสติได้แล้วเข้าไปถามชาวบ้านใน kde-i18n-doc mailing list ก็มีคนตอบมาว่า น่าจะ port คำแปลไปให้ 3.5.x ด้วยโดยไม่ต้องเริ่มใหม่ โดยใช้คำสั่ง 'msgmerge' จะว่าไปก็คือเอาของเก่า มารวมกับของใหม่ แล้วก็ตามแก้ที่มันเป็น fuzzy/no translation นิดหน่อย ลองแล้วปรากฎว่าใช้ได้ดี ส่วนถ้าจะ port ไป kde4 ก็ต้องใช้ script สำหรับ convert ที่อยู่ใน svn

สรุปคือ ตอนนี้ก็เลย port คำแปลจาก trunk/l10n ไปให้ 3.5.x อยู่ แล้วตอนนี้ก็จัดการได้ตาม requirement ที่จะถูกรวมเข้าไปในการ release ของ 3.5.7 (ถ้ามันออก) นอกจากนี้ก็ถือโอกาสตรวจสอบไอ้ที่แปลๆ ไป ปรากฎว่าเจอที่แปลพลาดเยอะแยะ ทั้งแปลผิด แปลเยิ่นเย้อ แปลถูกคำแต่ผิดบริบท -_-' (บางทีไม่เข้าใจว่าเมื่อก่อนตูแปลแบบนี้ได้ไงฟะ) ใครบอกว่าเรื่องแปล [interface, doc, หรืออะไรก็แล้วแต่] เป็นเรื่องกล้วยๆ เชื่อได้เลยว่ามันคนนั้นไม่เคยทำหรอกงานแบบเนี้ย

Sunday, March 18, 2007

Elephants Dream

Elephants Dream is the world's first animation created with Opensource graphic tools, from people at the Orange Open Movie Project studio. It was released last year as well as all production files and behind-the-scene movies under Creative Commons. However, I haven't watched it up until now. I think it has a quite abstract story line and cannot be easily understandable.

After watched it, I decided to make a subtitle for this movie. I can understand what the characters say but in not exact words. I tried to find the English full final script which was on Blender.org server. Unfortunately, it's not there anymore. Anyway, I'm lucky enough to find it on Google cache server and then I can release my Thai subtitle using Ksubtile on my Kubuntu box.

The translation was not difficult as it's just plain English. However, to sync subtitle to movie was a pain. For 10+ minutes movie, I had to use more than 5 hours to sync the subtitle - -' (My first time, though. It may improve as I have more experience.)

Anyway, you can download subtitle file here (Please save target as...). Many thanks to Khun wd for hosting my files :) (Sorry for bothering you so much).

To use subtitle with VLC:
  • Firstly, fire up your VLC program.
  • Next, from menu File, select Open File...
  • Open an AVI file and tick "Use a subtitle file" and browse to open a subtitle file (*.srt).
  • Click "Advanced settings" and choose subtitle encoding as utf-8 (or default)
  • Click OK and OK then enjoy Elephants Dream with Thai subtitle :)
  • For first time user, you may have to set font for displaying subtitle. You can find it in Settings > Preferences > Video > Subtitle/OSD > Text renderer.


vlc01


vlc2


vlc03

Sunday, February 25, 2007

Firefox 2.0.0.2 is out!

Alright, 2.0.0.2 is out now with security bug fixes. There's nothing much to say. If you still need the version that do Thai word breaking with ICU, see here. :)

Tuesday, February 20, 2007

Upgrade...

When I went back to Thailand last year, I had a chance to go shopping at Pantip Plaza. The first reason is that I had to find additional memory for Boss' Fujitsu laptop. It first came with only 512MB DDR2 533 and was not enough for her to manage things. To upgrade, we decided to buy 2 of 1GB DDR2 533 SO-DIMMs and everything works just fine.

The second reason is that my NEC laptop (almost 3 yo) component was broken, the Toshiba's DVD-RW drive. It began to get sick 3-4 months ago. First, it couldn't read and burn DVD-R, followed by DVD and CD-R. Of course, I needed a replacement and decided to replace it with DVD+/-RW (DL) drive. It's very hard to find such component (an internal laptop optical drive) in Australia. Fortunately, it's not that hard to find this in Thailand (and cheaper).

After cruised in Pantip for sometimes, I found one shop (on 3rd floor) that sold the drive I wanted in a very reasonable price :). I got a Lite-on Slimtype SOSW-833S DVD+/-RW (the barcode on it says it is a Teac drive, though) at 2,680 THB. Also, I got a 100GB WD 2.5" Harddisk to replace my old harddisk (it's still healthy but too small) at 3,200 THB (around AU$114). WOW, how cheap the hardwares in Thailand, I love it!

After came back, I replaced the old DVD drive with the new one. At first boot, BIOS did not recognise it!!! but it worked properly in Windows XP. It could read and burn all medias I gave to it (except DVD-RAM, Blu-Ray and HD-DVD, of course). Besides, Windows recognised it as a secondary IDE slave!!!. I didn't realise the problem until I decided to replace the harddisk. After finishing harddisk installation, I had to reinstall OSes and my box couldn't boot from CD.... ??? What the heck!!?? BIOS did not know the existing of the DVD drive. I rectified the problem by reinstalled the old DVD drive (lucky enough, it still can read CD) and install Windows XP.

After googling around, I found that the drive came with slave location as default and that prevented auto detection from BIOS, meaning that this drive, as slave, can't be used to boot my laptop. The problem is the drive is jumper free so I couldn't set it to be master to use it to boot the box. Luckily, after some more google, I found that Lite-on corp. released a software that can alter the status of the slimtype jumper-free drive and downloaded it from here. I used it to change the location from slave to master and rebooted. Voila! the drive turned to master and BIOS has recognised it. Finally, I could boot with CD and installed Kubuntu Edgy Eft to the new hard drive.


Phew~~ that was close... -"-


For now, all components and everything run just fine... ^_^

Sunday, February 18, 2007

Med and Tech

An intercontinental consultation (Australia - Thailand) by \me and Mon using MSN (Windows Live Messenger) Video call. So impressive! See here.

PS. At last, first entry about "Med" :)

Monday, February 05, 2007

Thursday, January 25, 2007

Goodbye Bangkok

One month is very fast. I will go back to Melbourne tomorrow... Ahh... Goodbye Bangkok. See ya next year ;)

Sunday, January 07, 2007

Blog tag

Blog tag is a way of blogging used to tell a story of yourself (in 5 topics, I guess). After that, tag your blog with your 5 friend's names to make them do the same thing.

I got a tag from Keng and have no idea whom I will pass to. - -'

Okay, let's rock!

  1. I'm a doctor, a real medical doctor (not a person with a Ph.D. degree). However, I'm interested in computer and IT and become a geek (or not?).

  2. First computing experience occurred when I was in the first year of secondary school. The first computer I played with was an 8-bit Apple ][, coming with a phosphor display, 2 floppy disk drives, Apple DOS and BASIC programming language, in school's computer lab. With this box, I did nothing but played 'Hang man' and wrote BASIC programs to display ASCII art.

  3. I use 'DrRider' as an alias because I'm a doctor (Dr.) and I love Kamen Rider.

  4. I've written many blog entries in English because I'm practising to write English articles as I had to take English tests (IELTS, OET, etc...). However, I can't do it very well. T_T Moreover, this may reduce readers of my blog because they may not want to read it in English.

  5. Do you know that I try to use British (Australian) English rather than American English? Sometimes you may find that my spelling is weird, but that is British one.


Alright, that's it.



ไม่ได้ออนไลน์มา 2-3 วัน เปิดไปดูจ่าเก่งปรากฎว่าส่ง blog tag ลูกโซ่มาให้ซะแล้ว

Blog tag คือวิธีการบล็อกอย่างนึงที่ใช้เล่าเรื่องตัวเอง (คงซัก 5 หัวข้อน่ะ) แล้วก็ tag ชื่อเพื่อนต่อไปอีก 5 คน (ดีที่ไม่มีแ่ช่งด้วยนะ) เขียนเป็นภาษาอังกฤษข้างบนละ เล่าตรงนี้สั้นๆ ละกัน
  1. ผมเป็น doctor ที่แปลว่าหมอจริงๆ นะ ไม่ใช่คนที่จบปริญญาเอก แต่ดันสนใจคอมพิวเตอร์กับ IT จนกลายเป็น geek (หรือเปล่า?)

  2. จับคอมฯ ครั้งแรกตอนอยู่ ม.1 เล่นเครื่อง Apple ][ ที่มากับจอเขียว, ฟลอปปี้ไดรฟ 2 อัน, Apple DOS และภาษาเบสิคที่ติดมากะเครื่อง ที่ห้องคอมของโรงเรียน ตอนนั้นก็ทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากเล่นเกม Hang man แล้วก็เขียนภาษาเบสิคเพื่อให้มันแสดง ASCII art

  3. ใช้ชื่อ DrRider เพราะเป็นหมอ แล้วก็ชอบคาเมนไรเดอร์ แค่นั้นแหละ

  4. หลังๆ มาเขียน blog entries เป็นภาษาอังกฤษเพราะว่าอยากหัดเขียนบทความภาษาอังกฤษ ส่วนนึงเพราะจะไปสอบภาษา (IELTS, OET, etc...) แต่ไปๆ มาๆ ก็เขียนไม่ดีซักที เพราะรูปแบบการเขียนมันไม่เหมือนกัน แถมดีไม่ดีคนอ่านบล็อกจะลดลงด้วย เพราะขี้เกียจอ่านภาษาอังกฤษ - -'

  5. รู้หรือไม่ว่า ผมพยายามใช้ภาษาอังกฤษแบบ British English มากกว่าที่จะใช้ American English บางทีเห็นผมสะกดแปลๆ (เช่นใช้ s แทน z หรือเพิ่มตัว u เข้าไปมั่งอะไรแบบนี้) เพราะว่ามันเป็น British English ไง


สุดท้ายนี้ขอส่งต่อไปให้...

คุณ wd, คุณสมเจตน์, Mr. Eak, น้องสุดหล่อ และสุดท้าย eYacht (หวังว่าคงมาอ่าน entry นี้นะครับ :D)