Wednesday, February 22, 2006

Hello Fujitsu!! Part 2

ต่อๆ...

หลังจากคราวที่แล้วที่ไปสั่งของไว้ ตอนวันพุธ แล้วคนขายก็บอกว่า ถ้าของมาแล้วเดี๋ยวโทรมาบอก สุดท้ายมันก็ไม่ได้โทรมา -_-' ต้องโทรไปถามเอง (แย่จริง) เราก็บอกว่างั้นไปเอาของประมาณ 3-4 โมงเย็นนะ ทางนั้นก็โอเค

ถึงเวลาก็ไป... แน่นอน Boss ก็ติดตามไปด้วย เพราะวันนี้ว่างแล้ว

พอไปถึง... วันนั้น ที่ร้านมันยุ่งจริงๆเลยจอร์จ ลูกค้าเพียบ (ประมาณ 5-6 คน... ปกติแทบจะไม่มีคนเลย สงสัยมันซื้อออนไลน์กันหมด) แต่คนขายมีกัน 2 คน ขายกันไม่ทันเลย ต้องไปรอนิดหน่อย หลังจากบอกว่าจะมาเอาของทางนั้นก็บอก รอแป๊ป (เกือบครึ่ง ชม.) โอเครอก็รอ แล้ว Boss ก็ไปเดินดูสิ่งที่เรากลับไปรายงานก็คือกระเป๋าโน้ตบุค เห็นของ Fujitsu แล้วก็ชอบ เพราะเนื้อผ้ามันดีมาก แต่กระเป๋ามันเป็นแบบกระเป๋า (งงมั้ย) คือมันเปิดซิปได้ไม่สุด ที่ต้องการคืออยากให้มันเปิดได้สุดๆ จะได้ทำงานในกระเป๋าได้ แต่ก็ดูยี่ห้ออื่นๆ แล้วเนื้อผ้ามันไม่ดีเท่า Boss ก็มองๆ ไว้ก่อน

พอคนขายเห็นเราเดินๆ ดูกระเป๋าก็หันมาพ่นว่า

Staff1: Hey mate, do you get a permission from your wife already?
\me: She's here! see!
Staff1: Oh [laugh]

หลังจากนั้น Boss ก็พ่นโต้ตอบกับคนขายว่าอยากได้แบบที่ซิปเปิดให้สุด จะได้ทำงานได้ในกระเป๋า blah blah blah แล้วก็เลือกไปเลือกมา คนขายก็ดีใจหาย เอารุ่นนู้นรุ่นนี้มาให้เลือก พอสบโอกาสเราก็หันไปสะกิดคนขายแล้วบอกว่า

\me: Look! now you know, who's the BOSS.
Staff2: พยักหน้าทำท่าเห็นด้วย

เสร็จสรรพ Boss เห็นแล้วว่า ไม่สามารถหากระเป๋าที่ดีกว่า Fujitsu ได้ (จริงๆ ก็ไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ แต่มาบอกเราทีหลังว่าเห็นเราอยากได้มาก ... เป็นงั้นไป) ก็ถามว่า ถ้าจะซื้อจริงๆ ลดได้อีกหรือเปล่า คนขายบอกว่า เหลือ AU$40 ละกัน (\me ทำไมวันก่อนไม่ลดไห้กรูฟะ -_-' สงสัยกลัว Boss) งั้นโอเค เอากระเป๋าด้วย

Boss: OK, I choose the Fujitsu
Staff2: Alright! we now know who's the boss!!!


เอาหล่ะ ถึงเวลาจ่ายตังค์ ก็จะออก invoice ให้ แต่ก่อนหน้านั้นก็ถามอีกหน่อยว่า:
Staff2: Do you want a mouse as well? (จะขายของน่ะ)
Boss: Is that FREE!?
\me & Staff2: ... อึ้ง!!
Staff2: no.. no (เสียงอ่อย)
Boss: We have 3 mice in our house, Thank you.

หลังจากนั้นก็ออก invoice ให้
Staff2: I'll give you an invoice. Whose name do you want to use?
Boss: ME! (reply immediately)
Staff2 [laugh] OK. She's the boss

พอถึงเวลาจ่ายตังค์ ... ปกติเราจะจ่ายด้วย EFTPOS แต่ทีนี้ มันดันจำกัดจำนวนเงินที่จะ transfer ได้ภายใน 1 วันเอาไว้ที่ AU$700 มั้ง เลยจ่ายไม่ได้ ก็ไปหาธนาคารเพื่อจะถอนเงิน เสร็จแล้วก็กลับมาจ่าย... รวมทั้งสิ้น AU$1,555.00 (รวมค่ากระเป๋าด้วย เมื่อบวกกับที่จ่ายมัดจำไว้วันก่อน ก็เป็น AU$1,755.00)

Staff2: It's 1,555 and hey, no tips? I have to carry a notebook for you.
Boss: I've already paid you 20 bucks. (อันนั้นมันค่าขนส่งจาก Adelaide)
Staff2: [laugh]
Boss: Actually, I'm only the wife, not the boss
\me: WIFE's equal to BOSS!!
Staffs: [laugh]
Staff2: Have a good weekend.

Note: mate (เพื่อน, สหาย,...)เป็นคำที่ชาว Aussie เรียกคน(มักจะเป็นผู้ชาย)ที่ไม่ค่อยคุ้น หรือไม่รู้จักชื่อ หรือจำชื่อไม่ได้ นัยว่าเพื่อความเป็นกันเองมั้ง เหมือนคนไทยนับญาติเรียกพี่ๆ ประมาณนั้น ออกเสียงสำเนียงออสเตรเลีย จะออกประมาณ ไมท์ (ที่โน้ตอุดม ฟังเป็น ไมค์ ตอนมาออสเตรเลียน่ะ)

To be continued...

Saturday, February 18, 2006

Hello Fujitsu!! Part 1

เมื่อวานไปซื้อ Laptop มาอีก 1 เครื่อง เรื่องของเรื่องก็คือว่า Laptop เครื่องเก่า (เราเรียกมันว่าอีแก่) อายุเกือบ 5 ปี เป็น Compaq (สมัยยังไม่ได้ไปอยู่กับ HP) Duron 950 MHz, 256M RAM, 20GB HDD มันรวนมาก CD-ROM ก็เกือบเจ๊ง อ่านแผ่นไม่ออกแล้ว, HDD ยังดีอยู่ แต่ว่าเกิดอาการเครื่อง freeze บ่อยมาก คาดว่าน่าจะเกิดจาก memory มันใกล้เสื่อม อีกอย่างคือแฟนดันไปลง Win XP Pro เถื่อน เลยไม่ค่อยกล้า update อะไร คาดว่าถ้าใช้อยู่ต่อไปแล้วเกิดมันกู่ไม่กลับตอนใกล้ๆ จะส่ง paper หรือ Thesis อาจจะทำให้ไม่จบได้ นอกจากนี้ก็คือ มันช้าาาาา มากๆ ทั้งๆ ที่หาไวรัสและ spyware ทุกอย่างเท่าที่จะหาได้แล้วก็ไม่เจออะไร เรียกเปิดโปรแกรมทีเกือบ 1 นาที -_-'

จริงๆ ก็มี Laptop อยู่อีก 1 เครื่องซื้อมาประมาณ ปีครึ่ง เป็นของ NEC ใหม่และเร็วกว่าอีแก่เยอะเลยแหละ เพราะใช้ Desktop CPU P4 3.06 GHz ได้ HDD น้อยหน่อยแค่ 40G เราก็แบ่งใส่ Linux (Yoper) ครึ่งนึง และคนถือครองก็คือเราซะเป็นส่วนใหญ่ (จริงๆ ก็คือใช้ทำงานให้เมียด้วยนั่นแหละ) ทีนี้อย่างว่าคือพออีแก่มันรวน ก็เริ่มจะมาแย่งกันใช้เหมือนเดิม เลยคุยกันว่าเอามันอีกเครื่องดีไหม (รวมเป็น 3!!!)

ทีนี้ พอแฟนเปลี่ยนจากทุนมหาวิทยาลัย มาเป็นทุนรัฐบาล (กพ.) เขาก็ให้เงินสำหรับซื้อคอมพิวเตอร์มา 1 ก้อนเป็นเงินเกือบ ฿50,000 เราก็เลยตั้งใจว่าคงต้องซื้ออีกเครื่องแน่ๆ ก็มาเลือกกันว่าจะเอาอะไร ...

หลังจากเลือกอยู่นาน ได้ผู้เข้ารอบมา 2 เครื่องคือ Acer Aspire 1644WLMi ซึ่งให้ Centrino 2.0 GHz, 1 G RAM, 100 GB HDD, etc ราคา AU$1899 (~฿56,000) และ Fujitsu Lifebook 1211D ซึ่งเป็น Centrino 1.5 GHz, 512 MB, 60 GB HDD, 15"XGA ราคา AU$ 1599 (~฿47,000) แน่นอนว่าเหล่านี้คือราคาลดล้างสต็อกแบบสุดๆ ในภาวะปกติ ไม่สามารถได้ราคานี้เด็ดๆ (recommended retail price > AU$2000) หลังจากที่แฟนได้ไปถามคนอื่นๆ ใน Thaiclinic.com ว่าจะเลือกอะไรดี มีแต่คนบอกให้เอาแต่ Fujitsu ทั้งนั้น ก็เลยตกลงใจเอา Fujitsu

ทีนี้พอไปถามร้าน ท่านก็บอกว่า รุ่นนี้ไม่เหลือใน Melbourne แหล่ว -_-' เอาไงดี สั่งจาก web มั้ย แฟนบอก เอาก็ได้ ก็ลองไปหากัน... ก็ดันไปเจออีกรุ่นนึงที่เร็วกว่านิดหน่อย ประมาณ 200 MHz พร้อมกับ components สุดยอด คือ 15" WXGA, 512 MB DDR2/533 MHz RAM และ 60 GB SATA 5400 rpm ก็คือ Fujitsu Lifebook C1320 ในราคาลดล้างสต็อก AU$1,695 (~฿50,000) และดูจากเว็บก็เหลืออยู่ค่อนข้างเยอะ เกือบจะสั่งซื้อแล้ว ก็ลองไปดูที่ค่าขนส่ง ปรากฏว่า AU$50 + AU$10 สำหรับค่า handling -_-' ทำไมมันขูดกันยังงี้วะ!! ก็เลยคิดว่าน่าจะไปซื้อที่ร้านคงจะดีกว่า อีกเหตุผลนึงคือ สั่งทางเว็บจ่ายด้วยบัตรเครดิตตัดบัญชีที่เมืองไทย ซึ่งหลังจากกลับบ้านไปเมื่อ 2 เดือนก่อน ได้ไปผลาญเงินจนเกือบหมดบัญชี -_-' เลยไม่อยากจะรบกวนเงินเมืองไทยไปมากกว่านี้

แฟนบอก งั้นโทรไปถามซิว่ามีเหลือที่ Melbourne หรือเปล่า เราก็ต้องทำตามคำสั่ง คือโทรไปถาม เขาบอกว่า ถ้าจะเอาจะสั่งมาให้จาก Adelaide (อยู่อีกรัฐนึง -- South Australia) เสียค่าขนส่งเพิ่มนิดหน่อย (ถูกกว่าเว็บแล้วกัน) คงมาถึงประมาณวันศุกร์ แถมบอกว่าประกันเป็น 3 Years Warranty โห... 3 ปี สุดยอด ความรู้สึกตอนนั้นคือ เอาเลย รีบไปสั่งที่ร้านก่อน

พอไปถึงคุยกันเสร็จสรรพว่าสั่งของหล่ะ คนขายก็พยายามถามว่า ไม่เอาอย่างอื่นอีกเหรอ กระเป๋าโน้ตบุค, RAM (512 MB DDR2/533 AU$89 + ค่าติดตั้ง AU$25 -- ขูดจริงๆ เดี๋ยวซื้อมาใส่เองก็ได้เฟ้ย -*-), etc... เราก็บอกขอดูๆ ก่อนแล้วมีโปรโมชั่นลดอะไรให้บ้างรึเปล่า (แฟนสั่งมา) เขาบอก ขายราคานี้ลดแลกแจกแถมไม่ได้แล้ว อืมเราก็ว่า งั้นไม่เป็นไรเดี๋ยวถามคนที่บ้านก่ิอน ... พร้อมกับโทรไปถามแฟน ท่านบอกว่า ถ้าไม่มีอะไรลด ไม่เอา เอ้า... โอเค เราก็พ่นไปแบบนี้

Staff: Why don't you get your notebook carry bag? .. This one is Fujitsu. it's only 75 bucks. Or this one, Targus, only 65.
\me: Hmm, interesting. Do you have any discount if I buy this with the notebook?
Staff: No, sorry. You know, at this price, I can't do something like that.
\me: Alright. May I check it with somebody at home. Hold on.
Staff: Yes, sure.

แล้วก็โทรกลับไปถามแฟน...

\me: Hmm, that's interesting but sorry...
Staff: Are you sure? Buying a notebook without a bag is like you buy a car without fuel! (\me เกี่ยวกันตรงไหนวะ) How do you carry the notebook.
\me: Alright, my boss, actually my wife said NO!
Staff: อึ้งเล็กน้อย
Staff: [laugh] ... Oh... man, let her know who's the boss!
\me: [laugh] พูดไม่ออกเหมือนกันแฮะ

เสร็จแล้ว หลังจากที่เกลี้ยกล่อมเราไม่สำเร็จก็ให้ไปจ่ายมัดจำไว้ก่อน AU$200 แล้วก็เดินออกไปจากร้าน ขึ้นรถเมล์ + รถไฟกลับบ้าน

To be continued...

Thursday, February 09, 2006

ทำที่ชาร์จ ipod กันเองดีมั้ยเนี่ย

ใครที่ซื้อ iPod รุ่นหลังๆ ก็คงรู้ว่ามันไม่มีที่ชาร์จไฟบ้านแถมมาให้อีกแล้ว ซึ่งทำให้คนที่เป็นลูกค้าใหม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกันนิดหน่อย เพราะ USB - power adapter มันก็ใช่จะถูกๆ (AU$ 49.50, ฿1,650 ตามราคา Apple Centre ประเทศไทย) แต่เอาเถอะ วันนี้ผ่านไปที่เว็บ freemac.net แล้วไปเจอวิธีทำที่ชาร์จ iPod แบบฉุกเฉิน ใช้กับถ่าน 9V ทำโดยใช้
  • หัวแปลง USB<=>PS/2 (ต้องการหัว USB ตัวเมีย)
  • regulator 5V, 1A เบอร์ LM7805
  • ถ่านอัลคาไลน์ 9 V พร้อมหัวเสียบถ่าน
  • หัวแร้งและอุปกรณ์บัดกรี
ขอบอกว่า สุดยอดมากๆ ... รายละเอียดไม่พูดแล้ว ไปดูเอาเองที่ี่กระทู้นี้ ที่ freemac.net ละกัน

ขอบคุณ Freemac.net/คุณ cyberdude

Tuesday, February 07, 2006

Lexmark & Linux: Episode II

ไม่ได้ update blog มาเป็นเวลานานเหมือนกัน ไม่มีข้อแก้ตัว เพียงแต่พักนี้เบื่อๆ ไปบ้างเล็กน้อย แต่ก็โอเค กลับมาเขียนต่อได้วู้ฮู้

จากคราวที่แล้วที่สามารถใช้เจ้า Laser Lexmark E230 ด้วย Yoper Linux ได้แล้ว เราก็จัดการต่อมันกับ wireless router ตัวเดิม (SMC 2804WBRP-G) ที่มี USB print server ในตัว ที่เมื่อก่อนไม่สามารถทำให้เครื่อง Inkjet เครื่องเก่าใช้ได้ (เพราะมันเป็น GDI) คราวนี้ลองทำให้กับหน้าต่างก่อนโดยทำตามคู่มือของ Router ก็เสร็จใช้งานได้แบบนิ่มๆ โดยตั้งค่า port ใหม่ แล้วให้พิมพ์ออกทาง TCP/IP

ทีนี้มาทาง linux มั่ง ในคู่มือให้รายละเอียดมาสั้นๆ สั้นมาก -_-' บอกมาแค่ว่าใช้กับ GNOME โดยเรียก printconf-gui แล้วใส่ชื่อ printer ว่า lpt1, เลือก local print queue แล้วก็ next, next แล้วก็เสร็จ (ใน GNOME มันง่ายเงี้ยจริงๆ เหรอ) สรุป... ไม่รู้เรื่อง -*- แถมเราใช้ KDE อีกต่างหาก สงสัยต้องหาทางงมไปเรื่อยๆ ด้วยการเปิด printing manager ขึ้นมาก่อน แล้วลอง add printer ดู (แบบว่าใน Windows ก็ทำยังเงี้ย โดยเลือกว่าเป็น local printer แต่ให้พิมพ์ออกที่พอร์ต TCP แทน)

มาไ ด้ถึงเปิด Add printer wizard ของ KDE แล้วก็ให้เลือกชนิด printer เอาล่ะสิ ชนิดไหนดีวะ? เลือกไปเลือกมาทั้งหมด ไม่ได้เรื่อง -_-' สุดท้ายลองไปเลือกที่ Other (ตามรูป)


คลิก Next แล้วมันก็พาไปหน้าที่ต้องตั้งค่ากันเล็กน้อย ก็จัดการใส่ URI (ไม่ใช่ upper respiratory tract infection นะ) ของการพิมพ์ คือ "lpd://" กับ IP ของ print server (ก็ router นั่นแหละ) เข้าไปพร้อมกับชื่ออุปกรณ์ (ตามคู่มือมันก็บอกให้ใช้ชื่อ lpt1 ลองใช้ชื่ออื่นดู ก็ปรากฏว่าพิมพ์ไม่ออก คงเป็นชื่อที่กำหนดไว้ใน print server แล้วคลิก Next มันก็พาไปเลือกไดรเวอร์ ซึ่งจากตอนที่แล้ว เราใช้ Generic PCL6 XL ก็เลือกเหมือนเดิม เสร็จแล้วลองพิมพ์หน้าทดสอบ ก็ปรากฏว่าออกมาอย่างงดงาม หุหุ


สรุป... ซื้อ Wireless Router + USB Print server มาก็คุ้มกับเงินที่จ่ายไปแล้ว (แต่ต้องซื้อ printer ใหม่อะ -_-') ตอนนี้อยู่ที่ไหนในบ้าน ใช้ OS อะไรก็สามารถสั่งพิมพ์ได้อย่างไม่มีปัญหาแล้วจ้า

Sunday, January 22, 2006

Lexmark & Linux

กลับมาถึงออสเตรเลียเมื่อวานครับ ลงเครื่องการบินไทยตอน 23.55 น. ที่ สนามบินเมลเบิร์น โดยแวะซิดนีย์ก่อน ต้องลงไปเอากระเป๋าไปตรวจอีกรอบ เซ็งโคตร -_-' สงสัยเขาไม่ไว้ใจระบบการตรวจสอบความปลอดภัยของเรา ขนของมามากมายรวมทั้งเจ้า Lexmark E230 Laser Printer ที่อุตส่าห์ซื้อมาจากพันธ์ทิพย์ด้วย กลับถึงบ้านด้วยรถแท็กซี่ที่ดันพาขึ้น toll way อีก เลยต้องจ่ายเพิ่ม รวมเป็นเงิน AU$91.90 (เกือบ 3,000 บาทแน่ะ แพงชิบ @#$%*) อากาศก็ร้อนสุดๆ วันนี้อุณหภูมิสูงสุดปาเข้าไป 43 องศา C ได้มั้่ง รายละเอียดการเดินทาง หากสนใจไปดูได้ที่เว็บไทยคลินิคนะครับ :D

ท ีนี่้มาพูดกันเรื่อง Lexmark ที่ซื้อมามั่ง กลับมาถึงเมื่อคืน แรงจะเอาของออกจากกระเป๋าก็ไม่มี เลยอาบน้ำนอนแล้วมาแกะออกวันนี้ เอามาลอง ก่อนอื่นจัดการเขย่าตลับหมึกก่อน เพราะระหว่างเดินทางได้มีการพลิกกล่อง printer ไปมา ซึ่งอาจมีผลให้หมึกกระจายตัวไม่ดี หลังจากเขย่าก็ใส่ตลับกลับที่เดิมแล้วลองพิมพ์หน้าทดสอบของเครื่องพิมพ์ออกม า หมึกเสมอเรียบร้อยดี หลังจากนั้นก็เอามาต่อกับ laptop ตัวเก่ง แน่นอนจัดการกับหน้าต่างให้เรียบร้อยก่อน ก็ไม่มีปัญหาตามประสาอยู่แล้ว พิมพ์ออกมาได้สวยดี เวลา warm up ก่อนพิมพ์หน้าแรกก็สั้นมาก ถือว่าเป็น printer ที่ดีทีเดียว

หลังจากนั้นก็ boot เข้า Yoper (ยังไม่เปลี่ยน ว่าจะไปเอาเวอร์ชัน 3 very alpha มาลองเหมือนกัน) แล้วก็ทำการลงไดรเวอร์ที่ Lexmark เตรียมมาให้อยู่ในแผ่นที่ directory unix ทาง Lexmark ให้ unix driver มาหลาย platforms เหมือนกันคือ x86 Linux, SPARC solaris, MacOS X, AIX, etc

Lexmark ให้ driver ของ linux มาเป็น rpm โดยที่หน้าเว็บบอกว่าสนับสนุน RH/SuSE ก็จัดการลงไปตามปกติคือ

rpm -ivh print-drivers-linux-glibc2-x86.rpm


ไม่มีปัญหา dependencies อะไร เรียบร้อยก็ setup เกี่ยวกับ user และสิทธิ์ต่างๆ อีกเล็กน้อยก็เสร็จ ลองเรียกคำสั่ง

lexprint


อ้าว ไม่ขึ้น?? แถมบอกว่าขาด library -> libstdc++-libc6.1-1.so.2 โอเค เข้า google ไปหาไปๆ มาๆ บอกว่าทำ symlink ให้ชื่อนี้แล้วชี้ไปที่ libstdc++-libc6.2-2.so.3 แทน ก็ทำตามแล้วมันก็เรียกขึ้น เป็นโปรแกรมสำหรับจัดการ printer เขียน interface ด้วย java และทำงานช้า -_-' เราก็มิรอช้า จัดการ add printer เลือกไดรเวอร์เสร็จสรรพ ลองพิมพ์หน้าทดสอบ ก็ออกมาเรียบร้อยดี ทีนี้ก็ลองใช้โปรแกรมอื่นพิมพ์มั่งซิ ได้แก่ Adobe Reader, OO.o 2.0, kwrite ได้ผลออกมาเป็น ภาษา PCL หว่ะ -_-' งานไม่ออกมา สั่งพิมพ์ไม่ถึงบรรทัด ได้ออกมาเป็น PCL script ประมาณ 10 หน้า เอาล่ะสิ ทำไงดีวะเนี่ย เสียรู้ Lexmark อีกหรือเปล่า....

งานนี้ถาม google/linux อีกแล้ว มีคนมีปัญหาเหมือนกันด้วย ลองไล่ๆ Thread ไป ไม่มีคนตอบต่อ อ้าว... ลองจิ้มๆ ไป อีกที มีคนบอกว่าใช้ driver ที่เป็น Generic PCL6 XL ของ CUPS แล้วใช้ได้ แต่ให้ระวังเรื่องขอบกระดาษ ก็ไปลอง เออใช้ได้เฉยเลยแฮะ ว่าแล้วก็ลองพิมพ์ด้วยโปรแกรมที่ใช้ไปเมื่อกี๊ คือ Adobe Reader, OO.o 2.0, kwrite และลองพิมพ์รูปภาพด้วย kuickshow ออกมาสวยงามไม่มีปัญหา เป็นอันว่าได้ printer คุณภาพดีมาใช้งานคู่ขวัญกับเจ้าเพ็นกวินตัวน้อยเป็นที่เรียบร้อย (กว่าจะใช้ได้ พิมพ์ไปเกือบ 100 แผ่นแน่ะ)

อืม... ใช้กับ RH/SuSE ก็สงสัยว่าจะใช้ได้แค่ 2 ดิสโทรนี้หรือเปล่า ทำ driver ออกมาก็จริงแต่มันก็แปลกๆ -_-' แต่ก็ยังดีที่ใช้ Generic PCL ได้

Printer : Lexmark E230 Laser Printer
RAM: 8 MB
Language: PCL 6 emulator
Print: B/W 17 ppm (Letter), 16 ppm (A4)

OS: Yoper GNU/Linux 2.1
CUPS: 1.1.23

ขั้นต่อไปเดี๋ยวจะลอง connect กับprint server ที่ router ดูซิว่าจะเป็นไง (ตาม spec มันบอกว่าใช้กับ GDI printer ไม่ได้ แต่อันนี้เป็น PCL)

Thursday, January 12, 2006

หนังสือ หนังสือ หนังสือ

กลับมาเมืองไทยก็ว่าจะหาหนังสือพวก Linux หรือ programming อะไรสักอย่าง (ตอนนี้กำลังสนใจ Python เป็นอย่างมาก) ที่เป็นภาษาไทยกลับไปอ่านบ้าง (เหตุผลคือ มันถูกกว่า text book น่ะสิ) ปรากฏว่า ไปเดินตาม Se-ed, นายอินทร์, แพร่พิทยา แล้วไม่พบหนังสือที่ต้องการเลยสักเล่ม โดยเฉพาะ หนังสือ Linux ทั้งที่ตอนก่อนผมไปออสเตรเลียนั้น ผุดขึ้นเบิกบานราวกับดอกเห็ด ตอนนี้หายไปหมดแล้ว เหลือแต่ LinuxTLE, OfficeTLE สำหรับคอมไอซีที (หน้าปกซีดมาก คงอยู่มาตั้งแต่เพิ่งออกคอมไอซีทีใหม่ๆ และคาดว่าคงไม่ได้พิมพ์ใหม่อีกแล้ว) กับ ตั้ง Server ด้วย RH Enterprise (เมื่อก่อนเป็น 7.2-7.3) เท่านั้น T-T น่าเศร้าจริงๆ อ้อที่พอพบได้อีกเล่มก็คือ BSD ที่พอจำได้รางๆ ว่าออกมาตอนผมไปออสเตรเลียแล้ว ขนาด MacOS X Tiger ยังหายากเลย

หนังสือที่พบเป็นจำนวนมากก็คือ พวกสอนใช้โปรแกรมทั้งหลาย ตั้งแต่ Window$, M$ Office, Photoshop, Illutrator, Flash จนถึงพวกโปรแกรมมัลติมีเดียทั้งหลายแหล่ หรือแม้แต่โปรแกรมเขียนซีดี/ดีวีดี ยอดนิยม 555 ไม่รู้ว่าคนเขียนหนังสือซื้อตัวลิขสิทธิ์มาใช้เขียนหนังสือหรือเปล่าแต่คนซื้อนี่กว่า 80% คงไม่ใช่ ก็โอเค พวกนี้มันขายได้ตลอดอยู่แล้วนี่ เออ ไม่มีคนเขียนคู่มือ Gimp ออกมาซักทีเนอะ

นอกจากนี้หนังสือคู่มือการเขียนโปรแกรมก็ยังเป็นแบบยอดนิยมเช่นกันคือ C, C++, PHP, Java, Visual Basic, เจอ XML บ้างประปราย (ประมาณ 1 เล่ม) สงสัยว่า คนเขียน Python ก็เยอะ ทำไมไม่มีคนเขียนหนังสือ Python ออกมามั่งวะ? ตอนอยู่ออสเตรเลียยืม Learning Python (Mark Lutz, David Ascher) สำนักพิมพ์ O'Reilly มาอ่าน เจ๋งเป้ง ! ยังอ่านไม่จบก็ต้องเอาไปคืนก่อนเพราะจะกลับเมืองไทย เดี๋ยวกลับไปคงยืมมาอ่านต่อ เหอะๆ

ที่เศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือ นิตยสาร Linux เล่มเดียวในเมืองไทย หายไปจากแผงเรียบร้อย ต้องระเห็จมาอยู่ในเว็บแทน หมดกัน... ท่าทาง Linux คงไม่สามารถโตได้ในตลาด end-user ของเมืองไทยแหงๆ แม้ว่าการไปเดินตามคาร์ฟูร์ หรือโลตัส ยังคงสามารถเห็นการขายคอมพิวเตอร์พ่วง Linux ได้ก็ตาม คาดว่าก็คงโดนลบออกใส่ Win เถื่อน หรือไม่ก็ขายไม่ออก

หนังสืออื่นๆ มั่ง ไม่ได้ตามการ์ตูนมาเกือบ 2 ปี เลยไม่ได้สนใจเรื่องอะไรเป็นพิเศษ ยังมีชินจัง (23) ที่พักหลังออกปีละเล่ม ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น -_-' สรุป... กลับมาเมืองไทยได้ชินจังกลับไปเล่มนึง ฮ่าๆ สมเพชจริงๆ ไปร้านหนังสือที่มหาวิทยาลัยของสุดที่รัก อยากจะกวาดมาหมดทุกเล่ม ทั้ง Linux, Unix, Python, etc... รวมทั้งตำราแพทย์อีกหลายเล่ม (ซื้อมาเล่มนึงละ General Practice ของ John Murtagh อ่านไปได้หน่อยนึง) แต่ไม่มีตังค์

=_=' เฮ้อ จบดีกว่าบ่นมากเกินไปแล้ว

Sunday, January 01, 2006

Happy New Year 2006

สวัสดีปีใหม่กับทุกๆ ท่านที่เข้ามาอ่าน Blog ด้วยนะครับ :D

ปีใหม่แล้วก็ตั้งใจว่าจะทำอะไรใหม่ๆ แก้ไขอะไรๆ ที่มันไม่ดีเมื่อปีที่แล้ว
  • ใจเย็นกับแฟนให้มากกว่านี้ (ตอนนี้ก็เย็นอยู่แล้ว แต่ก็มีทะเลาะกันเป็นระยะๆ โดยเฉพาะเวลามานั่งทำงานด้วยกัน)
  • ตั้งใจอ่านหนังสือ หลังจากช่วงสิ้นปี แทบไม่ได้แตะหนังสือเลย จะสอบแล้ว อีก 3 เดือนเอง -_-'
  • หวังว่าจะสามารถสวดมนต์ ไหว้พระ มากขึ้น ทำใจให้สงบ ทำตัวให้มีสติมากขึ้น
  • จะพยายามทำสิ่งที่ตั้งใจ หรือคิดว่าจะทำทันที (ตัวอย่างเช่น ที่ผ่านมา จะเขียนบล็อกเรื่องต่างๆ มากมาย สุดท้ายได้แต่คิด ไม่ได้เขียน -_-')
  • จะพยายามเขียน blog ภาษาอังกฤษให้ได้ครบทุกตอนต่อจากนี้ (ทีแรก ก็เขียนต่อจากภาษาไทย แต่มันยาวเกิน เลยแยกไปอีกบล็อก สุดท้ายก็เขียนได้ตอนเดียวแล้วก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้น)
  • จะใช้ Yoper เวอร์ชั่นใหม่ ... (เมื่อไหร่จะออกซักทีเนี่ย)
  • แปล KDE ให้ได้เยอะๆ
  • ลดกาแฟ
  • ลดน้ำหนัก T-T กลับมาเมืองไทย น้ำหนักเพิ่ม 4 kg จะกลับไปหนักต่ำกว่า 70 ให้ได้ ที่เหลือค่อยว่ากันทีหลัง (แต่ไงเมียก็บอกว่าหล่อที่สุดอยู่ดี แต่ห้ามเกิน 90 kg นะ)

...

และอื่นๆ อีกมากมาย ไว้คิดออกจะมา post เพิ่ม

Monday, December 26, 2005

My First Blogging in Thailand

กลับมาเมืองไทยได้เกือบ 2 อาทิตย์ ยุ่งซะไม่มีอะ ต้องไปนู่นไปนี่ ติดต่อนู่นนั่นนี่ ออกจากบ้านเกือบทุกวัน เหนื่อยหว่ะ-_-' เข้าอินเทอร์เน็ตก็ไม่ค่อยได้ เพราะที่บ้านไม่ได้ติด ADSL ช้ามากๆ แถมต่อติดๆ หลุดๆ อีกต่างหาก เรื่อง update blog ไม่ต้องพูดถึง แค่คิดว่าต้องวต่อเน็ตก็เบื่อแล้ว ไม่เหมือนตอนอยู่ออสเตรเลีย เปิดโมเด็ม+wireless router ทั้งวันทั้งคืน บางทีทั้งอาทิตย์ปิดแค่วันเดียว (แป๊บเดียวด้วย)

วันก่อนมีโอกาสได้ไปศิริราช (พาแฟนไปส่งทำงาน, ดูดิ กลับมาพักก็โดนเรียกไปทำงาน) ก็เลยแวะไปหาคุณหน่อยแห่ง Speed Net Club ไม่เคยรู้จักหน้าตา หรือร้านมาก่อน เคยคุยกันทาง blog กับกระทู้ที่ Thailinuxcafe.com เฉยๆ แต่ก็อยากเจอ แถมบอกไว้ว่าจะไปเยี่ยมอีกต่างหาก พอไปถึงเสาชิงช้าก็ตามหาร้าน จากความทรงจำอันเลือนรางพอจะจำได้ว่าอยู่ถนนดินสอ แถวๆ เซเว่น เดินๆ ไปเกือบเข้าร้านผิดแล้ว :P เดินๆ ไปด้อมๆ มองๆ ก็เห็นว่าร้านใช้ Windows ก็เลยเดินผ่านไปคิดว่าไม่ใช่ เดินต่อไปอีกไม่นานก็เจอร้านแปะป้ายว่า Speed Net Club อันนี้ของแท้ เดินวนๆ ด้อมๆ มองๆ อยู่อีก 2-3 รอบเห็นว่าลูกค้าไม่เยอะ ก็ดุ่มเข้าไปเลย

แอ๊ดด!!
คุณหน่อย: สวัสดีครับ (ทำหน้าเหมือนว่ามีลูกค้า)
ผม: สวัสดีครับ คุณหน่อยใช่หรือเปล่าครับ (กล้าๆ กลัวๆ นิดหน่อย)
คุณหน่อย: ใช่ครับ... เอ่อ คุณ DrRider ใช่ไหมเนี่ย
ผม: ถูกต้องนะคร้าบบบบ (ทำท่าเหมือนปัญญา)
คุณหน่อย: แหม่... เจอกันจนได้ ตัวเล็กกว่าที่คิดนะครับ
ผม: (ดีใจนิดหน่อยที่มีคนว่าตัวเล็ก) อ้าวคิดว่าผมเป็นยังไงเหรอ
คุณหน่อย: คิดว่าจะแบบ ตัวใหญ่ๆ หน่อย แบบไรเดอร์ก็ต้องตัวใหญ่ๆ ไงครับ
ผม: (แค่นี้ก็หนักแย่แล้ว) เอ่อ.. ฮ่า ฮ่า
คุณหน่อย: แล้วก็ดูหนุ่มกว่าที่คิดเสียอีกนะครับ
ผม: (หือ?) หมายความว่าไงครับ
คุณหน่อย: แบบผมคิดว่าจะประมาณ 40 กว่าๆ อะครับ
ผม: (หูย ... ผมยังไม่ 30 เร้ย) เอ่อ งั้นเลยเหรอครับ -_-"
...
แล้วก็คุยอะไรกันอีกนิดหน่อย คุณหน่อยก็ขอตัวไปนอกร้านสักแป๊บ ก็ไม่ได้คิดอะไร สักพักคุณหน่อยก็กลับมาพร้อมกับน้ำเย็น 1 ขวดจากเซเว่น โห ผมงี้อึ้ง+ซึ้ง น้ำตาแทบจะไหลพราก T-T

ร้านคุณหน่อยที่ไปเห็นมาก็เป็นร้านเน็ตสีขาว (หม่นๆ นิดหน่อย) จริงๆ ครับ ใช้ Linux ทั้งร้าน แล้วก็มี Win98 1 เครื่องเอาไว้สแกนงานให้ลูกค้า ตอนที่ไปก็มีลูกค้าชาวต่างประเทศอยู่ 2 คน กำลังเช็คเมลอยู่ แล้วดูเหมือนคุณหน่อยก็กำลังพิมพ์งานอยู่ด้วย OO.o (TLE หรือเปล่าไม่ทราบ ไม่ทันได้สังเกต) จากนั้นก็กลับมานั่งคุยกันต่อนิดๆ หน่อยๆ (ยังไม่กล้าถามเรื่องแฟนและเรื่องแต่งงาน หุหุ หวังว่าจะมีขจ่าวดีเร็วนี้นะครับ) หวานใจ (เมีย) ก็โทรตามว่าเสร็จแล้วให้มารับได้ก็ลากันตรงนั้น

วันนั้นไม่ค่อยมีเวลา วันหลังถ้าผ่านไปจะไปอุดหนุนนะครับ :D ไว้ไปซัดกาแฟด้วยกัน เผื่อจะพาแฟนไปเล่นเน็ตที่ร้านด้วยดีไหมครับ

Wednesday, November 30, 2005

My iPod, 30G 7500 songs PC+Mac

ห่างหายจากวงการ blog ไปซะนาน ไม่ได้ blog มา 2 อาทิตย์เศษ ที่จริงก็ไม่ได้ไปไหน ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ แค่นั่งแปล KDE (ออก 3.5 แล้วนะจ๊ะ แต่ไหง ภาษาไทยยังไม่มีก็ไม่รู้ คุณโด่งอะเร่งแปลแล้วนะเนี่ย) แค่นั้นเอง แปลๆ ไปก็เกิดเบื่อๆ ไปซะงั้น (ไม่ได้เบื่อแปลนะครับ) เลยไม่ได้มาเขียน blog


วันก่อนลองโหลด
iTunes 6 มาลองเล่นดู ซึ่งก็ยังไม่มี iPod อยู่ดี รู้สึกว่า Apple นี่ทำอะไรเข้าท่ามากๆ ทั้งการจัดการไฟล์เพลง การจัดการ Podcast รวมทั้ง iTunes Music Store ก็ด้วย แต่ลองๆ เข้าไป search ดูแล้วก็ไม่เห็นมีเพลงที่เราอยากฟังเลย(ว่ะ) คือ ชอบ T-SQUARE มากๆ แล้วก็เจือกทำทั้งเทปทั้ง CD หายไปบ้าง ไม่ได้ซื้อบ้าง บางชุดซื้อเทป แต่อยากได้ CD ปรากฏว่า สงสัย Sony ไม่อยากเล่นกับ Apple อุตส่าห์ลองเข้าไปดูที่ iTunes Japan ยังไม่มีเลย ก็แห้วไป ดูท่า Apple คงไม่ได้กินเงินตูในเรื่องนี้แน่ อ้อ อีกอย่างที่ประทับใจมากคือ มันเตรียม Radio Stream มาให้เพียบ เพราะๆ ทั้งนั้น สุดยอด ทีนี้ก็ลองฟัง Podcast ดู โอ... นี่ก็สุดยอดอีกเหมือนกัน นับว่า Apple ฉลาดมากที่หันมาสนับสนุน Podcast รายการแรกที่โหลดมาฟังก็คือ MacDD Radio ของ MacDD.com นั่นเอง ฟังๆ ไปชักหมั่นไส้คนเล่น Mac เหมือนกันแฮะ

ทีนี้มาเรื่องที่จั่วหัวไว้ ในที่สุดก็ได้ iPod 5G ขนาด 30G มาครอบครอง หึหึ หุหุ โฮ้โฮ่ๆๆๆๆๆ ด้วยราคาที่ถูกกว่าเมืองไทยกว่าห้าพัน อาศัยใบบุญของหวานใจที่เป็นนักเรียนของ Monash University ทำให้ได้ส่วนลด (student discount) ~10% คือจาก AU$ 449 เหลือ AU$ 403.70 และเนื่องจากซื้อตอนใกล้บินกลับเมืองไทยก็ว่าจะเอาไปเคลม GST (เหมือน VAT) อีก 10% ที่สนามบิน (AU$36.70) สรุปเป็น iPod ที่ถูกมาก รวมแล้วคือ AU$ 367 หรือประมาณ 11,200 บาทเท่านั้น (ณ วันที่จ่าย ไม่รู้ตอนนี้ค่าเงินขึ้นไปเท่าไหร่แล้ว) ไม่ได้ซื้อ Apple Care เพราะมันแพง AU$ 99 แน่ะ เทียบกับราคา iPod แล้วไม่ค่อยคุ้ม ส่วนตัว iPod ได้มาไม่ทันไรจับใส่ๆ หมดพื้นที่ไปแล้ว 10% (รู้งี้ซื้อ 60G ดีกว่า) ตอนนี้แฟนอยากได้ remote อีก (ไม่ใช่ที่ใช้กับ Dock นะครับ เป็นแบบ remote ของ walkman น่ะ) แต่ไม่รู้ซื้อที่ไหน ใน Apple Store ไม่มีสำหรับรุ่น 5G ขาย

ได้ iPod มาลองกับมือแล้วรู้สึกว่า บางมาก ประกอบดี (แม้ว่าจะ Assembled in China ก็เหอะ -_-' เสียวๆ เหมือนกันนะเนี่ย) click wheel นี่เป็น interface ที่เจ๋งมาก และรู้สึกว่าใช้งานค่อนข้างง่ายสามารถใช้สัญชาตญาณได้ (intuitive น่ะ) แต่อย่างน้อยก็ควรเปิด Quick Start อ่านซะก่อน จะได้ไม่ทำอะไรผิดพลาด

พอเสียบเข้าคอมที่มี iTunes (+ ipodservice) อยู่แล้วเครื่องก็สามารถ detect iPod ได้ทันทีและจัดการ sync (แปลว่าอะไรดี) เพลงใน library และ playlist (แปลว่าไงดี) ให้ทันที การถ่ายเพลงผ่าน USB 2.0 เร็วมาก ทั้งหมด ~ 2G ใช้เวลาไม่ถึง 3 นาทีเลยอะ เสร็จแล้ว เสียงก็นับว่าดีมาก เสียงเบสหนักดี ชอบ (หูฟังมาตรฐานที่แถมมา) ขั้นต่อไป ลองดู video ด้วยการแปลงไฟล์ *.avi (DivX) ที่มีอยู่ในเครื่องด้วย Videora iPod Converter (เป็น front end อีกตัวของ ffmpeg) ที่มาพร้อม profile สำหรับแปลงให้เสร็จสรรพ เป็น .mp4 ขนาด 320× 240, 768 kbps/128kbps จากไฟล์หนังFansub Magiranger ตอนที่ 27 (TV-Nihon.com)ขนาด 230 MB เหลือประมาณ 150 MB ดูในจอ iPod แล้วชัดเหลือเชื่อ อ่าน subtitleยังได้เลยอะ สุดยอด... แผนต่อไปคือ rip VCD Karaoke ที่ซื้อเอาไว้นานแล้วมาลง iPod เก็บไว้ดูบนเครื่องบินตอนจะกลับบ้าน (iTunes ก็ไม่ได้กินเงินตูอีกเช่นเคย)

โอกาสหน้าเดี๋ยวจะมาเล่าเพิ่มเรื่อง iPod, 30G 7500 songs PC+Mac(+Linux) นะจ๊ะ

ปล . ตอนแรกไม่รู้เลยหว่ะ ว่าจะซื้อ Student price นี่ซื้อได้แต่ On-line ไปซื้อที่ Apple Centre ไม่ได้ =_=' ไปถามที่ร้านบอกว่าต้องสั่ง on-line หรือ by phone ไม่รู้ทำไม (โดนหวานใจว่านิดหน่อยเรื่องทำไมไม่ถามก่อน เสียเวลามาที่ร้าน) เพื่อความแน่ใจก็โทรไปถามที่ Apple (133MAC) อีกทีก็ยืนยันว่า ซื้อ on-line คนซื้อก็ต้องอายุ 18 up แถมต้องมีบัตรเครดิตอีก จริงๆ ก็มีทางเลือกอื่น เช่น money order หรือ ตั๋วแลกเงิน กับ เช็ค แต่จะลำบากเพิ่มขึ้นด้วยต้องโทรไปที่ Apple แล้วก็บอกว่าจะจ่ายแบบอื่น ไม่มีบัตรเครดิต แล้วก็จะเสียเวลาเคลียร์เช็คอีก 2-4 วันทำการกว่า order จะได้รับการ process สรุป... สั่ง online ด้วยบัตรเครดิต order confirmed และ ส่งของภายใน 24 ชั่วโมงวันจันทร์ ได้ iPod มาเมื่อเช้า (วันพุธ) ตอน 8 โมง เร็วมาก... ^_^

Sunday, November 13, 2005

OpenOffice.org 2.0

ช่วงนี้เรื่องนี้เป็นเรื่องฮิต เลยขอเขียนมั่ง หลังจากได้ลอง OO.o เวอร์ชัน 2.0 บน Windows มาได้สักพักก็ค่อนข้างประทับใจพอสมควร กับคุณสมบัติต่าง ๆ ที่เพิ่มมาจากเวอร์ชันแรก ก็เลยลองโหลด ของ Linux มาลองติดตั้งดูบน Yoper มั่งโดยจัดการลบเวอร์ชันเก่า (มาก) ที่ติดมากับ Yoper ออกก่อน โหลดเรียบร้อย ได้มาเป็นไฟล์ .tar.gz ก็ลองแตกออกมาดูปรากฏว่าเป็นไฟล์ rpm เต็มไปหมด!? เอาล่ะสิ ใส่ตัวไหนก่อนดีวะ เดี๋ยว dependencies ตีกันยุ่งเลย เปิดหาใน readme ก็ไม่บอกไว้ว่าจะให้ติดตั้งยังไง ตามไปตามมาก็ต้องขุดเข้าไปในเว็บของ OO.o เยอะเหมือนกัน ปรากฏว่าติดตั้งง่าย ๆ เลย แค่เข้าไปใน Directoryที่แตกออกมาแล้วก็สั่ง


# rpm -Uvh *.rpm


มันจัดการลงไฟล์ให้ตามลำดับเรียบร้อย
... (ไม่ยักรู้ว่า rpm ทำแบบนี้ก็ได้ด้วยแฮะ... อายเป็นบ้าเลย ปกติเคยลงแต่โปรแกรมเดี่ยวๆ อันนี้มันมาเป็นชุด) ที่ /opt (จริงๆ สามารถระบุ directory ที่จะให้ติดตั้งก็ได้ แต่ขี้เกียจ)

ลงเสร็จก็ลองเริ่มใช้งาน ... เปิดที่ KDE menu อ้าวเฮ้ยไม่มีที่เรียกโปรแกรม เอ้า! ไม่เป็นไร เรียกจาก command line ก็ได้วะคงเหมือนๆ เวอร์ชันก่อน สั่ง soffice ... อ้าวทีนี้บอกว่าไม่รู้จักคำสั่ง -_-'... ก็ไม่เป็นไรสงสัยไม่ได้ตั้งพาธเอาไว้ ก็เข้าไปทำ symbolic link เอาไว้ที่ /usr/bin แล้วก็เรียก soffice... ขึ้นมาแล้วเป็นหน้าว่าง ต้องสั่งสร้างเอกสารใหม่เป็น writer แล้วก็จัดการตั้งค่าตัวเลือกเกี่ยวกับภาษาไทยทั้งหลายทั้งปวงที่ mk เขียนไว้ที่นี่ แล้วก็เริ่มลอง อืม.. เท่าที่ลองก็ตัดคำไทยบน linux ได้ดีพอๆ กับ win (แหงละ) แต่มีบางคำตัดคำแปลกๆ ยังไม่ได้ลองอะไรมากกว่านี้ แต่ใช้ๆ ไปชักชอบ Styles and Formatting แฮะ สะดวกดีใช้ได้เลย (จริง ๆ แล้วเวิร์ดโปรเซสเซอร์ตัวไหน ๆ ก็มี แต่ไม่เคยใช้) นอกจากนี้ก็ลองใช้ Impress เปิดสไลด์ของ PowerPoint ดู (ที่ไม่ได้มี animation อะไรมากมาย) ก็สามารถแสดงผลและ animation ได้เที่ยงตรง (สไลด์ภาษาอังกฤษล้วน) ส่วนวิธีเรียกแต่ละโปรแกรมขึ้นมาทำงานก็ไม่มีอะไรมาก แค่เติม ชื่อโปรแกรมเข้าไปหลัง soffice แค่นั้นเอง เช่น soffice -writer, soffice -impress, soffice -calc ก็จะเปิดโมดูลที่ต้องการขึ้นมาได้

สรุป ใช้งานบน Linux ได้เหมือนบน Windows เลย และเท่าที่ใช้มายังไม่มีอาการ crash ต อน บันทึกไฟล์เลยสักครั้ง แต่หวังว่าคงจะปรับปรุงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มความยืดหยุ่นอีกหน่อยโดยเฉพาะการสร้างกราฟ เออเพิ่งสังเกตว่าไอ้เครื่องมือ I cursor ที่ใช้ไปบรรทัดที่ต้องการได้ทันทีแม้จะยังพิมพ์ลงไปไม่ถึง มันหายไปไหนหว่า สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ ทีม OO.o, Sun, Sipa และทุกๆ ท่านที่ได้สร้างสรรค์ชุดซอฟต์แวร์สำนักงานทางเลือกมาให้แก่โลกใบนี้นะครับ

คลิตรงนี้ไปดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ
click here to see English version

Saturday, November 05, 2005

น้ำตาเพชฌฆาต


เมื่อคืนนั่งแปล KDE จนดึกดื่น (แปลไปเล่นไปดู TV ไป :P ) ก็เลยมีโอกาสได้ดูผลงานการ์ตูนสุดคลาสสิคของ อิเคงามิ เรียวอิจิ เรื่อง น้ำตาเพชฌฆาต หรือ Crying Freeman ภาคคนแสดง (1995)เป็นหนังฝรั่งนะไม่นึกว่าเก่าขนาดนี้เหมือนกันแฮะ -_-' (คุ้นๆ ว่าเคยมีคนเอาไปทำภาคฮ่องกงด้วย)เป็นผลงานร่วมกันของโตเอะ(บริษัทที่ทำ Kamen Rider) กับบริษัทอะไรไม่รู้จำไม่ได้ rate ของหนังเป็นถึงขั้น MA เนื่องด้วย Violence and strong sex scene เลยมาฉายซะเกือบตี 1

เ รื่องในหนังจับความตั้งแต่เริ่มต้นจนมาประมาณจบเล่ม 4 (ฉบับพิมพ์ดั้งเดิมของสยามฯ ชนิดไม่มีลิขสิทธิ์) ได้มั่้งตอนที่สู้กับพวกแก๊งค์ของริวจิเสร็จแล้วก็โดดลงทะเล ... ก่อนที่โย จะกลายเป็นหลงไท่หยางหัวหน้าองค์การ ๑๐๘ มังกร เนื้อเรื่องก็มีการดำเนินเหมือนภาคการ์ตูนเกือบหมด ฆ่าคนโน้นคนนี้ ตัวประกอบเกือบครบถ้วน มีการดัดแปลงพอสมควร ทั่้งสถานที่เกิดเหตุการณ์ก็เป็นอเมริกา แล้วก็ย้ายไปเซี่ยงไฮ้ แล้วก็มาญี่ปุ่น ไปๆ มาๆ ดูแล้วงงๆ คุณตำรวจ นีตะ (ถ้ายังจำได้) กลายเป็นตำรวจอเมริกัน !? (หรือเป็นอินเตอร์โปลวะ) ไม่รู้มาสืบอะไรกับเหตุการณ์ที่ยากูซ่าญี่ปุ่นไปบุกฆ่าคนในโรงงานทำเต้าหู้ท ี่เซี่ยงไฮ้ (ถิ่น ๑๐๘ มังกร) -_-'

ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ หนังเรื่องนี้ใช้ 3 ภาษา อังกฤษ-จีน-ญี่ปุ่น ตอนมันพูดภาษาอื่นเจือกไม่มี subtitle ขึ้นมาแล้วกรูจะรู้ไหมว่ามันพูดอะไร -_-' (ถ้าไม่ได้อ่านมาก่อน งงตายเลย)

ดูแล้วคิดถึงจังเคยซื้อไว้ครบชุดเลย ไม่รู้เอาเรื่องนี้ไปเก็บไว้ที่ไหนแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องลิขสิทธิ์เลย การ์ตูนเรื่องนี้มีฉาก เปลือย และ sexual intercourse เยอะทีเดียว (แต่ดูแล้วมันไม่เกิดอารมณ์นะ -- นี่แหละศิลปะ) ขืนเอาเข้ามาคงโดนนายกเก็บไปเผาทิ้งหมด

Thursday, November 03, 2005

KDE l10n Episode 2

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าเครื่องมือที่ผมใช้ในการแปลนั้นมีหลายตัวอยู่ ตั้งแต่ svn ที่เป็น version control (ใช้ง่ายกว่าที่คิด), Kbabel ที่เป็นเครื่องมือสำหรับช่วยจัดการไฟล์ .po, เว็บสถิติการแปลของ KDE ที่ช่วยให้ผมตัดสินใจได้ว่า ควรจะจัดการกับส่วนไหนก่อน, ไฟล์ po ของภาษาญี่ปุ่น (ใช้อ้างอิงในบางคำ ว่า มันแปลหรือทับศัพท์หรือไม่ได้แปล) เพราะอ่านภาษาญี่ปุ่นออกบ้างเล็กน้อย อ่านออกเสียงได้ อ่านคันจิได้บางตัว -_-' รวมทั้ง OSS Glossary ของ opentle และดิกเล็กซิตรอน

หลังจากนั่งแปล KDE มาได้สักพัก ก็เริ่มพบปัญหาเยอะขึ้นๆ แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากคุณ Donga และ หลายๆ คนที่อยู่ใน l10n mailing list ขอขอบคุณไว้ตรงนี้

ปัญหาที่พบมากๆ ก็คือว่า คำหลายคำนั้นยังไม่มีคำอธิบายภาษาไืทยที่สั้น กระชับได้ใจความ โดยเฉพาะเมื่อต้องแปลไปใส่ให้กับส่วนติดต่อผู้ใช้ (ถ้าเป็นพวกคู่มือ เราอาจจะใส่ให้ยาวๆ เพื่อขยายความก็ได้) นอกจากนี้ ประโยคอธิบายบางประโยคที่ถูกแปลมาก่อนหน้านี้ค่อนข้างจะเป็นการแปลตรงตัวและ ใช้ไวยากรณ์เหมือนภาษาอังกฤษเช่นรูปการถูกกระทำ (passive voice) ซึ่ง มันก็อ่านรู้เรื่องนะครับ แต่มันดูแข็งๆ (อย่าคิดลึก) ยังไงไม่ทราบ ก็เลยต้องปรับหน่อยให้มันฟังดูสละสลวย (แต่ยาวขึ้น)

อีกอันคือเรื่อง fuzzy ซึ่งตอนแรกไม่เข้าใจ นึกว่าหมายถึง คำที่หาคำแปลแน่นอนเป็นทางการไม่ได้ แต่ไม่ใช่ คำอธิบายให้กลับไปดูที่คุณโ่ด่งอะ comment ไว้ใน post ที่แล้ว

อันที่ 3 ก็คือ KDE มันมี bot คอยใส่คำแปลที่ดูไปในทางเดียวกันให้ด้วย (เพิ่งรู้) แล้วใส่ comment ว่า fuzzy ซึ่งอันนี้ อ่านคำที่มันพยายามใส่ให้แล้วอารมณ์เสีย (อย่างงี้ไม่ต้องใส่ดีกว่า)

สรุป ตอนนี้ก็นั่งแปลไปเรื่อยๆ กะว่าจะทำให้ได้อย่างน้อยวันละไฟล์ (ที่มีคำแปลระดับไฟล์ละ 200-300 ขึ้นไป) ระดับการแปลก็เขียวเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ไปดูได้ครับ :D (แต่ก็ต้องแบ่งเวลาไปอ่านหนังสือด้วยอะ เดี๋ยวตกอีก -_-')

คำคมวันนี้ -- ภาษาไทยยากกว่าที่คุณคิด หุหุ

Sunday, October 30, 2005

KDE l10n Episode 1

ตอนนี้ KDE โดน GNOME ทิ้งไปแบบไม่เห็นฝุ่นในเรื่อง Localization ไม่รู้เพราะสาเหตุใด จึงทำให้ไม่ค่อยมีคนลุกขึ้นมาแปล KDE ต่อ เปอร์เซ็นต์การแปลยังต่ำกว่า 20% อยู่

ด้วยความที่อยู่ไม่สุข (จริงๆ ว่างมาก เพราะตามท่านผบ. มาอยู่ออสเตรเลีย) ก็เลยติดต่อคุณโ่ด่งอะว ่า อยากช่วยแปล KDE คุณโด่งก็ดีใจหาย อุตส่าห์ช่วยติดต่อโน่นนั่นนี่ แต่ก็มีอุปสรรคพอสมควร เช่น ติดต่อ Coordinator ไม่ได้, ติดต่อขอ account สำหรับทำงานก็ไม่ได้ เพราะทางโน้นงงว่า ทำไมต้องมีหลาย account ทีนี้คุณโด่งก็เลยให้ account ของตัวเองมา และเป็นการใช้ version control ด้วยโปรแกรม Subversion (svn) ซึ่งผมเองไม่มี (แถมยังโง่ๆ เรื่อง version control ด้วย) ก็เอ้า ไปดาวน์โหลดมา แล้วอ่านคู่มือเ ล็ก น้อย (มันเยอะ) ก็สามารถคอมไพล์และติดตั้งได้ แต่ปรากฏว่าใช้เวอร์ชั่นเก่าไป มีปัญหากับ SSL อีก ก็ไปโหลดมาคอมไพล์ใหม่เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด (1.2.3) ทีนี้โอเค สามารถเข้าไป check out ไฟล์ต่างๆ ใน repository ได้

ปัญหายังไม่จบ ผมใช้ Yoper 2.1 (KDE 3.3.2) และไม่มีเครื่องมือในการจัดการกับไฟล์ .po เอ้าที่ดูก็ Kbabel นี่แหละ ดี แต่มันดันบอกว่าเวอร์ชั่นล่าสุด (1.10.1) นั้นถูกรวมเข้าไปกับแพ็คเกจ kdesdk ตั้งแต่ KDE 3.4.1 ไปแล้ว ถ้าต้องการโปรแกรมเดี่ยวๆ ให้โหลดเวอร์ชั่นเก่า (1.2) เอาก็เอาวะ เวอร์ชั่นเก่าก็ได้ โหลดมาเสร็จคอมไพล์ --- ไม่ผ่าน -_-' ทีนี้ทำไงหล่ะ ก็เลยเอา PCLinuxOS LiveCD ที่เคยโหลดมาใช้ (KDE 3.4.1) ยัด libthai กับ font ไทยเข้าไป เปลี่ยน locale อีกหน่อย อืมมี Kbabel พอดี ก็นั่งๆ ทำไป แต่ต้องทำงานเป็น root มันถึงจะ save งานได้ แถม ใช้ svn ไม่ได้อีก -_-' (ลอง chroot กลับไปที่ Yoper แต่มีปัญหาอะไรซักอย่างทำให้เข้า repository ไม่ได้) นอกจากนี้ ถ้าจะทำงานก็ต้อง set ใหม่อีก ไม่เอาละ มีวิธีอื่นไหมนี่??

และแล้วก ็เริ่มมีความคิดบางอย่าง ก็เลยไปโหลด kdesdk package ของ 3.4.3 มาซะ แล้วก็เอามาคอมไพล์เฉพาะ Kbabel (run configure รวม แล้ว make && make install เฉพาะ kbabel) ได้ผลเว้ย มีเครื่องมือใช้งานแล้ว แล้วก็ลงมือเริ่มนั่งแปล...

Wednesday, October 26, 2005

Apple's iTunes Music Store Australia

ในที่สุดมันก็มาเปิดที่ Australia จนได้ (แหงล่ะ) อย่างที่ทราบกันว่า iPod รุ่นใหม่เล่น video ได้ด้วย ดังนั้น iTunes Music Store ก็ขาย TV series และ Music video ด้วย ราคาก็ไม่แำพงนัก ซื้อเพลง เพลงละ AU$1.69 = 50 บาท เป็น format AAC, Music video เพลงละ AU$3.39 = 100 บาืท และเก็บไว้หรือเผาลงแผ่นก็ได้ ไม่มีอาการเพลงหายไปตอนสิ้นเดือน คิดไปคิดมาถ้าซื้อทั้งอัลบั้มก็พอๆ กับ CD เลย แต่ไม่ได้แผ่น, ปก, etc... ดังนั้นถ้าจะซื้ออัลบั้ม ซื้อ CD ดีกว่า แต่ถ้าเลือกเป็นเพลงๆ มันก็คุ้มดี

นอกจากนี้ก็มีบัตรเติมเงิน iTunes music ด้วยมีราคา 20, 50 และ 100 ดอลล่าร์ออสเตรเลีย

ชอบความคิดในการทำการค้าของ Apple (Steve Jobs ด้วย) มันดูยุติธรรมดี แต่ยังไม่มี iPod เลยอ่ะ T-T อยากได้!! (ท่านผบ. อนุมัติแล้ว แต่ก็ยังสองจิตสองใจ เพราะต้องใช้เงินอีกเยอะ)

ปล. ถ้าจะซื้อ iPod ก็จะซื้อที่นี่แหละ ใช้สิทธิ์ท่านผบ. ที่เป็นนักศึกษาซื้อราคานักศึกษาซะ ลดมาอีก 50 เหรียญ
ปล. 2 ไม่ได้ค่าโฆษณาเลยนะเนี่ย...


At last, Apple has opened iTunes music store in Australia. After the launch of the new iPod (5G) which can play video files, iTunes music store was improved to sell TV series episodes (Lost, one of the hit TV series in Australia) and music video as well as songs in various categories. In Australia, the price for a song is AU$1.69 whereas you have to pay AU$3.39 for a music video. The songs purchased on-line can be burnt to CDs or kept on your system forever, no expire.

Nevertheless, the price you have to pay for a full album is sometimes equal to buy an original CD but there's no CD, booklet, box, etc., just files. So, I think that it may worth purchasing a CD if you want a full album. In contrast, you may want only specific titles and it is a good idea purchasing them on-line.

Furthermore, Apple also sells iTunes music card in Australia. There're 20, 50 and 100 dollar cards to be sold in many outlets such as supermarkets, superstores and department stores as well as Apple Centre.

I like marketing idea of Apple (also Steve Jobs). It looks fair for both customers and artists and encourages customers not to support the pirate ones.

PS. I still have no iPod T_T (but my boss says okay if I have one).
PS2. If I buy an iPod, I'll buy here because of student (my boss) price. It's AU$50 off.

Tuesday, October 25, 2005

Access ReiserFS from Windows

พัก นี้ต้องทำงานบน Windows บ่อยมาก บ่อยซะจนแทบไม่ได้เข้า linux (อีกอย่างก็คือ ตอนนี้ X กับ KDE มันค่อนข้างจะเละๆ เพราะไป force update จาก xfree86 -> x.org ผลคือ ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นกว่าเดิม แถมยังรวนๆ อีก T-T ได้แต่รอวัน Yoper จะปล่อยเวอร์ชั่นใหม่ซะที)

ทีนี้พออยากจะเอา ไฟล์อะไรซักอย่างที่อยู่ใน linux (ใช้ ReiserFS) มันก็ต้อง boot ใหม่เข้าๆ ออกๆ แถมเขียนใส่ ntfs ก็ไม่ได้ ที่ผ่านมาใช้วิธีเขียนลงเครื่องทูนหัวที่ต่อ lan ด้วยกันผ่าน SMB ก่อน แล้วบูตเข้า Windows ก็อปไฟล์มาอีกที เฮ้อ... (ลำบาก)

ทีนี้เดาได้ว่าปัญหานี้คงมีคนประสบพบเจอ และคงหาทางแก้ไว้แล้ว ก็ปรึกษาลุง google ได้ผลก็เอา entry แรกนี่แหละั, rfstool อ่านๆ ดูก็เป็นโปรแกรม command line สำหรับเข้าไำปดูและก็อปปี้ไฟล์ออกมาได้ แต่เขียนไม่ได้ ไม่เป็นไร ไม่ต้องการเขียน ReiserFS จาก Windows อยู่แล้ว แค่นี้ก็เหลือแหล่้ โหลดมาเรียบร้อยก็ทดสอบดู แตกไฟล์ zip ก็ใช้ได้เลย เปิด terminal เอ๊ย Command prompt แล้วยัด path ที่อยู่ของโปรแกรมเข้าไปก่อน แล้วก็เรียก rfstool อ้าว ครั้งแรกไม่ขึ้น มันบอกว่าให้ระบุ disk กับ partition ด้วย พร้อมบอกด้วยว่า reiserFS อยู่ partition 8 ก็เอ้า ใส่ option :
C:\>rfstool -p0.8 # -p เป็น option ระบุไดรว์ฟ คั่นด้วยจุดแล้วตามด้วย partition

ที นี้ มาแว้วว!! ดู root directory ของ partition ที่เป็น reiserFS ได้ ลองใช้คำสั่ง rfstool ดูอีกที ทีนี้ขึ้นเลยไม่ต้องระบุ drive แล้ว ก็ลองก็อปปี้ไฟล์ต่อ
C:\>rfstool cp /home/myname/hello.py c:\downloads\hello.py
Got newstyle partition information, assuming Window XP
about to copy /home/myname/hello.py -> c:\downloads\hello.py...found
Retreiving a total of 123 bytes
done.




ฮ่า ! copy ได้สำเร็จ ถ้าชื่อไฟล์ยาว มี space คั่นก็ใช้ double quote ครอบซะ นอกจากนี้ลองดูที่ด้านล่างของ page อืมมีคนเขียน GUI frontend ด้วย เอามาใช้ซะเลย Yet Another ReiserFS GUI (YAReG) ดูเหมือนเขียนด้วย C# ที่ต้องใช้ .NET framework ก็ไม่เป็นไร เคยโหลด .NET มาแล้วใช้ได้เลย

ก็ บอกแล้วว่าเป็น frontend ดังนั้นจึงต้องการ rfstool ด้วย โดยให้ไฟล์เรียกโปรแกรมอยู่ที่เดียวกับ rfstool ทีนี้ เราสามารถลากไฟล์จาก ReiserFS มาใส่บน windows ได้เลยไม่มีปัญหา โหะๆ ง่ายขึ้นเยอะ



ทีนี้ก็สามารถ share ไฟล์ระหว่า file system ได้แล้วไม่มีปัญหา ถึงจะเขียนไม่ได้ก็ OK

หมายเหตุ rfstool สามารถแจกจ่ายได้ภายใต้ GPL ส่วน YAReG เขาให้แจกจ่ายแบบ free distribution เฉยๆ ไม่ได้บอกว่าเป็น GPL

Sunday, October 23, 2005

TMI 2005

ในที่สุดก็มีเรื่องเกี่ยวกับ Medical Informatics นิดหน่อย (จนได้) ชมรมข้อมูลข่าวสารทางการแพทย์ หรือ Thai Medical Informatics Soceity (TMI, link อยู่ข้างๆ) จะจัดการประชุมวิชาการ เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล ที่เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 7-9 ธ.ค. นี้ (ก็คงกลับไปไม่่ัทันอยู่ดี หุหุ) คราวนี้บอกว่านายกฯ มาปาฐกถาเปิดงานให้ เนื้อหาการประชุมก็เกี่ยวกับ มาตรฐานข้อมูล (เรื่องนี้ก็จัดก็พูดทุกปี แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ซักที) ทั้งหลาย ทั้ง DRG, ICD, EMR และเรื่องเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีในการแพทย์ รวมถึงการใช้งาน Linux และ Opensource ด้วย วิทยากรก็หน้าเดิมๆ (ไม่ได้ว่านะ ด้วยความเคารพครับ) อาจเป็นเพราะ เรื่องนี้มันต้องอาศัยความสามารถหลายเรื่อง ก็เลยไม่สามารถหาวิทยากรหน้าใหม่ๆ ได้ มากนัก เท่าที่จำได้ว่ามาทุกครั้งก็มี อ. ชุษณะ (ตอนนี้อยู่ในกระทรวงฯ เรียบร้อย), พี่หมอก้องเกียรติ (HospitalOS) และวิทยากรท่านอื่นๆ คราวนี้มีวิทยากรจาก M$ ซะด้วยแฮะ

ก็ตามปกติ... เคยไปร่วมงานมา 2 หน ก็ไม่ค่อยมีอะไรแตกต่างจากเดิมนัก คงมีบูธโชว์พวกอุปกรณ์ server, ระบบ software โรงพยาบาล, ขายคอมฯ บ้างนิดหน่อย และที่ขาดไม่ได้ก็ HospitalOS (ออกเวอร์ชั่น 3 แล้ว)

นอกจากนี้ก็มีการเสนอ paper ผลงานการวิจัยบ้าง เกี่ยวกับเรื่องการประยุกต์เทคโนโลยี ยกตัวอย่างเท่าที่เคยไปร่วมงานมาก็เช่น image processing สำหรับฟิล์ม X-ray, รูปแบบข้อมูล ฯลฯ

แต่ที่เห็นแล้วรู้สึกขัดใจหน่อยๆ ก็คือ ทำไมต้องส่งผลงานทางวิชาการเป็นไฟล์ Word ด้วยวะ?? -*- ถ้าไม่อยากใช้ OpenOffice (Open document, sxw) ก็ใช้เป็นพวก rtf ก็ได้ อะไรที่มันเปิดอ่านได้เป็นกลางๆ ทำไมต้อง Word ด้วยวะ?? ถึงจะเป็นหมอ ก็ไม่อยากจ่ายเงินซื้อ Office ทีละ 15000 เหมือนกันนะ


Thai Medical Informatics Soceity (TMI) will hold the academic conference on 7-9 Dec 2005 at Chiangmai. The theme of this conference is "IT for Quality". I've already seen the topics in this conference; there's no much change from last time I participated. The issue about data standard, DRG; ICD; EMR, IT application including Linux and opensource are discussed everytime the conference held. Of course, most of the participants support opnsource.

Furthermore, the Medical Informatics research paper, the things about IT and medical application such as image processing for X-ray film, Cluster server, etc... will be presented in this conference as well. I'm glad to see that Medical Informatics in Thailand is still going on despite some data standard issue -_-'.

One thing that annoy me is that the papers (or abstracts) have to be sent to the organiser (to be prepared as conference documents) as Word Document format. There are some central formats such as Rich Text Format (rtf) to be used if you don't like OpenOffice (Open Document or sxw), why Word? We shouldn't stick to the proprietary format and use the global standard for file exchange.

Saturday, October 22, 2005

Office Again!

สืบเนื่องจากที่ post ไปคราวก่อนเรื่องการเขียน paper ว่าทำไมต้อง M$ office ก็ปรากฏว่าต้องทำการแก้กราฟขนานใหญ่เนื่องจากไม่ถูกใจป๋า -_-' แต่ทีนี้ทูนหัวสังเกต ว่า ไฟล์ที่ให้ป๋าไปที่เป็นไฟล์ PowerPoint (ทำกราฟใหญ่ๆ ไปให้ดู) ซึ่งกราฟที่ฝังลงไปนั้นมีคุณสมบัติเป็น picture ธรรมดา หาใช่ Excel object แต่อย่างใด ได้รับการแก้ไขเป็นตัวอย่างกลับมา ก็แปลกใจว่า แก้ได้ไง ??? ก็เอามาดูกัน หุหุ กราฟที่ทำไปและได้รับการแก้กลับมานั้น กลับมาในสภาพเป็น drawing elements ใน powerpoint !!! ทีนี้ถึงบางอ้อเลย ว่าบางทีได้ไฟล์ present ของคนอื่นใน lab group มาดูเนี่ย ทำไมกราฟมันแยกส่วนแปลกๆ วะ ตอนนั้นคิดว่าเขาวาดเอาเองใน powerpoint เลย โง่มานาน -"- (แถมด่าเขาลับหลังไว้เยอะด้วย) ทีนี้ก็ลอง import เข้าไปใน Word ปรากฏว่าสามารถทำได้เช่นเดียวกัน ทีนี้ไม่้ต้องมานั่งปวดศีรษะกับ excel obj แล้วหึหึ งานง่ายขึ้นเยอะ

วิธีทำก็ง่ายๆ
  1. import กราฟ (copy) เข้ามาก่อนโดยเลือกให้ import as picture
  2. คลิกขวาเลือก Edit picture แล้วตอบ OK เมื่อมันถามว่าจะให้เปลี่ยนเป็น drawing object ไหม
  3. แล้วก็ ungroup
  4. แก้ไขแต่ละ element ได้ตามสะดวก
ดูรูปละกัน
blog ไว้กันลืม เพราะต้องทำอีกเยอะ -_-'


According to my last post, I still have to use Office as my authoring tool for my honey's paper so far. After she sent the PowerPoint file of result with charts , her supervisor had many comments on the charts and it's my job to edit them -_-'. I did embed the chart to the PowerPoint slide as picture format not the excel object but surprisingly, my honey did observe that the charts in the return file were edited partly as an example (for me to correct them all). How did he do that!?

So, I have to look at it and see what was happened. The chart was converted to PPT Drawing objercts that were grouped together. After ungroup them, the chart was separated to many lines, boxes and text boxes so that it is quite easy to adjust these chart elements without hassles of excel object. Of course, I did try it in the Word document and it works. And it is the reason that why the charts in other lab group colleagues' presentation slides were strangely dismembered to small elements (I did think that they draw them themselves at the first place -_-", what a very stupid thing).

The steps to achieve this are:
  1. Import (copy) the chart from Excel as picture
  2. Right click at the chart and select "Edit Picture" and OK when PPT ask if it will convert the picture to drawing object
  3. Ungroup them
  4. Edit each element as you wish

Monday, October 17, 2005

เศร้า

วันนี้ได้ผลการสอบ MCQ มาแล้ว ปรากฏว่า Fail ...ก็ไม่สามารถที่จะสอบ step ต่อไปได้

หุหุ ไม่รู้จะรู้สึกกับตัวเองยังไงดี อาจจะอ่านหนังสือน้อยไปหน่อย ที่เจ็บใจก็คือ คะแนนรวมมันผ่าน แต่คำถามที่เป็น Mastery หรือ Critical question (ซึ่งก็คือ เป็นคำถามที่ หากผิดทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต หรือพิการ หรือเสียโอกาสในการรับการรักษาแต่เนิ่นๆ พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นคำถามที่หมอในออสเตรเลียควรจะ"ต้อง"รู้) มันต่ำว่าเกณฑ์นิดเดียว ถ้าตอบถูกอีกซัก 2 ข้อ อาจจะ่ผ่านก็ได้

เซ็งชีวิต แต่ก็ต้องสู้ต่อไป อ่านหนังสือเพิ่มขึ้นไปอีก แล้วไปสอบใหม่ (ค่าสอบก็ไม่ได้ถูกๆ ตอนนี้เสียตังค์ฟรีๆ ไปแล้วเกือบ 5 หมื่น สมน้ำหน้าตัวเองดีไหมเนี่ย)

หึหึ สู้ต่อไปไอ้มดแดง...

Thursday, October 13, 2005

It comes again: New iPod!!

มันมาอีกแล้ว!!! new iPod กระแส nano ยังไม่ทันจาง Apple ก็เปิดตัว iPod ตัวใหม่ (เราจะไม่พูดถึง iMac ซึ่งมันก็ออกใหม่ด้วยนะ) มาด้วยความจุเท่าเดิมคือ 30 กับ 60 GB เพิ่มขนาดหน้าจอดูแบบเหมือน wide screen เป็นขนาด 2.5" พร้อมกับคราวนี้มันเล่น video ได้ด้วย (ไฟล์ quicktime แหละ) บางลงกว่าเดิมและมีสีดำด้วยแบบ nano แต่ราคายังเท่าเดิม เริ่มต้นที่ US$299 ไม่รู้เข้ามาเมืองไืทยมันจะเพิ่มราคาเอาเองหรือเปล่า คงต้องรอดูอีกสักพักกว่ามันจะมาที่ออสเตรเลีย ... ยังไม่ได้ซื้ออะไรทั้งนั้น ไม่มีตังค์... T^T

อูย... จะเป็นทาส Apple เต็มตัวแหล่ว -_-'

ปล. เมื่อไหร่มันจะเล่นไฟล์ ogg ได้ซักทีวะ

Apple has introduced new iPods (with new iMac) yesterday. Now, they come with the same storage sizes (30 and 60 GB) but are thinner and improve the screen size to 2.5" (widescreen) with video playback ability at the same price, start at US$299. It is very passionate for Apple fans. But for me, I'd like to have one of them but I have no money ... T^T...

PS. When does the Apple's iPod play the ogg files? If it can do that, iPod will be the perfect portable media player (it is not only an MP3 player anymore).

Wednesday, October 12, 2005

Where's Med??

เขียนมาหลายตอน ไม่มีเรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์เลย อย่างที่คิดไว้จริงๆ ด้วย -_-'

ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารด้านการแพทย์เลยวุ้ย ความรู้มันจะถอยหลังลงคลองหมดแหล่ว จริงๆ ตามที่รักมา อยู่ Australia ก็อยากจะเรียนอะไรสักอย่างกลับไปเหมือนกัน แต่ไม่ีมีตังค์ ค่าเรียนมันแพง คงต้องสอบ license ให้ได้ ทำงานเป็นหมอสักพัก แล้วค่อยหาเวลาเรียน ที่คิดๆ ไว้ก็คือ Health Informatics หรือ สารสนเทศสุขภาพ (ฝั่งอเมริกาเรียก Medical Informatics, เวชสารสนเทศ) อืมเอาไว้มีอารมณ์เดี๋ยวหาข้อมูลมาลง Blog ดีกว่า หุหุ

ง่วงแล้ว ... ไปนอนละ

ปล. ตอนนี้ไม่มี bilingual นะจ๊ะ