Saturday, July 29, 2006

How to build Firefox

จริงๆ เรื่องนี้สามารถหาได้ง่ายๆ ในอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นที่ Mozilla เองหรืออีกหลายๆ ที่ที่ได้มีการบันทึกวิธี build เอาไว้บน platform ต่างๆ เช่น การ build Firefox บน Windows ให้ตัดคำไทยโดยคุณสัมพันธ์ที่ osdev.co.th หรือของคุณพูนลาภที่เขียนไว้นานแล้ว (ซึ่งบางส่วนอาจจะ obsolete ไปแล้ว) ก็เลยขอมาบันทึกเพิ่มเติมไว้ที่นี่ อีกอย่างติดคุณ wd เอาไว้นานแล้วด้วย (แหะๆ)

  • รุ่นที่จะทำการ build -- Firefox 1.5.0.5
  • Platform -- Linux i686
  • Engine สำหรับตัดคำภาษาไทย -- ICU
  • Patches ที่ใช้ สามารถดาวน์โหลดได้ ที่นี่
    • Mozilla ICU Thai patch 2.8 -- เพื่อให้เรียก icu สำหรับตัดคำไทย
    • Mozilla with-icu patch 0.6 -- เพื่อให้คำสั่ง configure สามารถเรียก option --with-icu ได้
    • Mozilla fix CTL patch 4.12 -- เพื่อแก้ไขปัญหาแสดงผลผิดพลาดเมื่อมี justify tag ในหน้าเว็บ
  • สิ่งอื่นๆ ที่ต้องมี
    • ชุด development ของ icu, pango, X, gtk2 ฯลฯ ซึ่งถ้าหากใช้ดิสโทรที่มี apt-get หรือ smart น่าจะหาได้ไม่ยาก
    • Compiler (GCC นั่นแหละ)
    • ชุด autoconf >= 2.13 เพราะต้องทำการปรับปรุง configure script ใหม่
    • พวก utilities อื่นๆ อย่างเช่น gzip, tar, textutils ซึ่งมันก็ควรจะมีอยู่แล้ว



ทีนี้ก็มาเริ่มกันได้...

ก่อนอื่น ขั้นแรกต้องไปดาวน์โหลดต้นรหัสหรือ source code มาก่อน ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จากftp ของ mozilla เสร็จแล้วก็แตกไฟล์ออกด้วยคำสั่ง
tar -jxvf firefox-1.5.0.5-source.tar.bz2


จะได้ไดเร็คทอรี mozilla ออกมา ขั้นต่อมาก็ให้ทำการก็อปปีไฟล์ patches เข้าไปไว้ในไดเร็คทอรี mozilla แล้วก็ทำการ patch จากภายในไดเร็คทอรีดังนี้

#patch สำหรับแก้ไข justify tag
patch -p1 < deerpark-cvs-rtl-v4.12.patch

#patch สำหรับเรียก icu ให้ตัดคำไทย
patch -p1 < mozilla-icuthai-2.8.patch

#patch สำหรับแก้ให้ script configure สามารถเรียกใช้ option --with-icu ได้
patch -p1 < mozilla-withicu-0.6.patch

#เรียกโปรแกรม autoconf เพื่อสร้าง configure
autoconf-2.13


จากนั้นเราก็ใกล้จะได้เริ่มทำการ build แล้วครับ (แหะๆ ) แต่เดี๋ยวก่อน! สำหรับการ build โปรแกรมจาก mozilla นั้น มีขั้นตอนพิเศษอยู่อีกนิดนึง นั่นคือ options สำหรับ configure script จะถูกเก็บเอาไว้ในแฟ้ม .mozconfig ซึ่งเนื้อหาภายในก็จะเกี่ยวข้องกับการสร้าง buildroot directory และ switches สำหรับการ build firefox ให้มีความสามารถต่างๆ เช่น ให้รองรับ canvas, ให้ใช้ชุดคำสั่ง pango เป็นต้น ส่วนอันนี้เป็นตัวอย่างของ .mozconfig ที่ผมใช้


. $topsrcdir/browser/config/mozconfig

mk_add_options MOZ_OBJDIR=@TOPSRCDIR@/firefox_build
ac_add_options --enable-static --disable-shared
ac_add_options --disable-tests
ac_add_options --enable-optimize
ac_add_options --disable-debug
ac_add_options --with-icu
ac_add_options --enable-default-toolkit=gtk2
ac_add_options --enable-pango
ac_add_options --enable-svg
ac_add_options --enable-xinerama
ac_add_options --enable-xft
ac_add_options --enable-ctl
ac_add_options --enable-canvas


บรรทัดบนสุดบอกว่า จะทำการ build Firefox (เทียบเท่า option --enable-application=browser)
บรรทัดถัดมาบอกให้ทำการ build ในไดเร็คทอรีต่างหาก ชื่อว่า firefox_build ซึ่งมีประโยชน์ก็คือมันจะไม่ mess up ซอร์สในไดเร็คทอรี mozilla และหากว่าคุณต้องการ build แอพพลิเคชันตัวอื่นๆ ในชุด mozilla ด้วย build root เดียวกันก็จะสามารถทำได้
ส่วน options ตัวอื่นๆ ได้แก่ ให้ทำการ build แบบ static แปลว่า ให้รวมไลบรารีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องลงมา โดยไม่ต้องไปเรียก shared libraries อีก มีผลทำให้เร็วขึ้น และไม่มีปัญหาเวลาไป run บนดิสโทรอื่น (เพราะรวมไว้หมดแล้ว), เปิดการ optimization, ปิดการดีบัก, ใช้ icu, ใช้ pango, gtk2, xft, xinerama, เปิดการสนับสนุน svg, canvas, complex text layout (เช่นภาษาไทย)
ซึ่งตรงนี้ถ้าอยาก build แบบ conventional คือเรียก ./configure --option1 --option2 ... แล้ว make ก็ได้มั้ง แต่มันคงยุ่งมากเลย แล้วที่ mozilla ก็ไม่แนะนำให้ทำแบบนั้น

แล้วก็ได้เวลา build ... สำหรับตอนที่ผม build นั้นมันเกิดปัญหานิดหน่อย คือมันติดตรงที่ script มันไม่เรียก link libraries ที่จำเป็นอยู่ 2 ตัว คือ libXft กับ libpangoxft-1.0 ผมเลยต้องกำหนด LDFLAGS เพิ่มเข้าไปก่อนทำการ build


LDFLAGS="$LDFLAGS -L/usr/X11R6/lib -lXft -L/usr/lib -lpangoxft-1.0"
export LDFLAGS


แล้วจึงทำการเรียกคำสั่ง build

make -f client.mk build


รอ + ภาวนาให้มัน build ผ่าน หรือออกไปหาข้าวกินก่อนก็ได้ครับ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับเครื่อง ถ้าหาก ram เยอะ processor เร็วๆ อาจใช้เวลาประมาณ 20 นาทีถึงครึ่งชั่วโมง ถ้าน้อยๆ ก็อาจจะเป็นชั่วโมงครึ่ง สำหรับผมใช้เวลา ~45 นาที

หลังจากนี้ถ้า build เรียบร้อยแล้ว ก็มาทำการรวมไฟล์ทั้งหมดแล้วสร้างเป็นตัว installer (จริงๆ คือ tarball ไม่มีอะไรมากกว่านั้น)

make -C firefox_build/browser/installer


ตรง firefox_build คือ build root ที่ผมบอกให้ .mozconfig สร้างไว้ครับ แล้วแต่ว่าคุณจะกำหนดเป็นอะไร หลังจากสั่งแล้ว คุณจะได้ไดเร็คทอรี firefox ซึ่งสามารถเรียกใช้งานได้เลย และ Firefox tarball อีก 1 ไฟล์สำหรับแจกจ่าย อยู่ใน mozilla/firefox_build/dist ครับ

สุดท้ายนี้ ถ้าไม่อยาก build เองก็เชิญ load ได้ที่นี่ครับ ผม build ไว้บน PCLOS แต่ทดสอบกับ Ubuntu แล้ว เรียบร้อยดี :D
md5sum คือ 3417dad14a5315bc4f07b5c4c31c4181 ครับ

update: ผม build 1.5.0.6 แล้วอยู่ ที่นี่ ครับ

Friday, July 14, 2006

DrRider (and Boss) in the USA -- ภาคจบ

เขียนมาเป็น trilogy เลย ตอนนี้ชักขี้เกียจแล้ว ความจำสั้น ผ่านมาจะครึ่งเดือนแล้ว -_-'

ทีนี้ก็ถึงวันกลับ... เนื่องจากเครื่องที่ออกจาก Pittsburgh ไป LA มันออกประมาณแปดโมงครึ่ง และเวลา check-in โดยทั่วไปก็คือ 2 ชั่วโมงก่อนเครื่องออก ดังนั้นวันนี้เลยต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ตีห้า อาบน้ำแช่น้ำ (เพราะต้องแกร่วบนเครื่องบินอีกเป็นสิบชั่วโมง ดังนั้นขอสบายก่อน) แปรงฟันแต่งตัว ชงกาแฟกิน (ในห้องมีกาแฟถุง Starbuck กับเครื่องชงกาแฟให้) แล้วก็ลงมา check-out ที่ lobby เจอกับเพื่อนที่จะไปเที่ยวบินเดียวกัน เอาหล่ะ เพื่อนลองไปถาม door boy ดูเผื่อมีรถไปส่งสนามบินฟรี แต่ปรากฏว่า คนละ $US20 เลยไปแท็กซี่ดีกว่า ถูกกว่าเยอะ (ขากลับรถไม่ติดค่าแท็กซี่รวมทิปก็ยังถูกกว่าขามาพอสมควร) และได้เรียนรู้อะไรอีกอย่างว่า แท็กซีที่ USA นี่ขับได้เก่งพอๆ กับแท็กซีไทย สามารถซอกแซกไปตามเลนต่างๆ ที่พอจะแทรกไปได้แบบหวาดเสียวเล็กๆ -_-"

หลังจากไปถึงสนามบิน ก็ไป check-in ทีนี้ดันต่อแถว self check-in ซึ่งเอาละสิ ไม่รุ้รายละเอียดการเดินทางเลย หมายเลขตั๋วอะไรก็ไม่มีเพราะว่า ไม่มีที่ print จำไม่ได้ ฯลฯ สรุปต้องให้เจ้าหน้าที่เขาช่วย (ตรงนี้ไม่ต้องทิปแฮะ) ผ่านมาได้ก็ไปตรวจกระเป๋า ซึ่งหลายๆท่านทราบดีว่า การโหลดกระเป๋าขาออกจากอเมริกานั้น ห้ามล็อคกระเป๋า เพราะหากเกิดแจ็คพ็อตเจ้าหน้าที่ต้องการตรวจกระเป๋าของท่าน สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ท่านต้องซื้อล็อคใหม่เอง เพราะเขาจะตัดล็อคโดยไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น ก็ไม่มีอะไร ส่งเข้าเครื่อง X-ray ตามปกติ แต่ช้าก่อน... เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นอะไรแปลกๆ ในกระเป๋าก็เลยเรียกเจ้าของ (ผมกับ boss) มาดู นึกในใจ อะไรอีกวะ แจ็คพ็อตจริงๆ มาอเมริกาคราวนี้ เปิดๆ ค้นๆ ดูก็ไม่มีอะไร คาดว่าอาจจะเห็นกระจกหรือแฟ้มอะไรซักอย่างแล้วมันผิดสังเกต ก็บอกโอเค แล้วก็ปล่อยกระเป๋าโหลดขึ้นเครื่องได้ หลังจากนั้นก็ไปที่ gate แน่นอนว่าต้องผ่านการตรวจกระเป๋าถืออีกรอบ แจ็คพ็อตตามเคย -_-' กระผมโดนเรียกเข้า track พิเศษแล้วตรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วก็ถูๆ หาสารระเบิดเช่นเคย (boss กับเพื่อนอีกคนไม่โดน) ชักเหนื่อยกับอเมริกาแล้วอะ -_-' ผ่านเสร็จเราก็ไปที่ส่วน terminal กันแล้วก็หาข้าวเช้ากิน คราวนี้ไปนั่งกินร้าน grille ในสนามบิน กินไก่ย่างโปะชีสกินกับ broccoli และมันฝรั่ง ถูกกว่าร้านข้างนอกเยอะอะ จานละ US$10 กว่าๆ อร่อยด้วย



หลังกินเสร็จก็ไปนั่งรอขึ้นเครื่องเพื่อไป LA พอได้เวลาก็ไป (เครื่องบินที่นี่ตรงเวลาดีแฮะ) ถึง LA ก็ต้องไปนั่งรออีกกว่า 10 ชั่วโมงเพราะเครื่องมันออกห้าทุ่มครึ่ง T-T ระหว่างนี้เดินหาปลั๊กกับสัญญาณ wi-fi จนทั่ว แต่สัญญาณมันอ่อนเอามากๆ จนไปเจอ Access point ของ JAL lounge ใช้ฟรี :) (แต่ไม่รู้เจ้าของเขาให้ใช้หรือเปล่าเพราะบิน Qantas) ที่จริงเพื่อนที่ออสเตรเลียฝากเงินมาซื้อ Creme de La Mer แต่ยังซื้อให้ไม่ได้ เพราะยังไม่มี Boarding pass ต้องรอจนเคานท์เตอร์ของ Qantas เปิด (ประมาณห้าโมงเย็น) หลังได้ Boarding pass ก็ไปซื้อของจาก duty free (ไม่เคยรู้จักมันมาก่อนเหมือนกัน แต่พอรู้ว่ามันแพงสุดๆ) เอาเป็นว่าได้ราคาที่ดีกว่าออสเตรเลียหรือไทยมากก็แล้วกัน (คนขายบอก คนไทยมาซื้อกันเยอะ)

พอได้เวลาห้าทุ่มก็ไปรอขึ้นเครื่อง ทีนี้เป็นครั้งที่ผ่าน security ได้ง่ายที่สุด แม้ว่าจะลืมเอามือถือออกจากเอว (แหะๆ) ก่อนจะขึ้นเครื่องกลับออสเตรเลีย...

หลังจากได้ไปอเมริกามารู้สึกได้ว่า security มันเยอะจริงๆ หว่ะ (พอเข้าใจว่าหลัง 9/11 ก็ควรจะเป็นอย่างงั้นน่ะ) แต่รู้สึกอึดอัดอย่างแรง แล้วก็ในความรู้สึกคือความเป็นมิตรมันน้อยกว่าออสเตรเลียเยอะ อีกอย่างคือทำไมกรูโดนตรวจอยู่เรื่อยเลยวะ (ถามเพื่อนอีกคนที่เป็นคนจีนบอกว่า ตอนไปอเมริกาเขาก็โดนเยอะแบบนี้แหละ เป้าหมายในการตรวจคงจะมุ่งที่ Asian/middle east male ก่อน นี่ถ้ามีเคราเยอะๆ หรือโพกหัวด้วยคงโดนแก้ผ้าตรวจด้วยมั้ง หุหุ)

สรุป ไปอเมริกาคราวนี้ได้ Learning Python มาเล่มนึง จบดีก่า...

ปล. ฉลองครบรอบ 50 posts แล้วเฟร้ย... Woohoo!
ปล.2 วันนี้เพิ่งได้ ShipIt! หลังจากสั่งไปเกือบ 2 เดือน มี Ubuntu x5 กับ Kubuntu x5 แล้วก็สติกเกอร์ x12 สั่งมาเผื่อแจกเพื่อนแถวนี้ใครอยู่ออสเตรเลียอยากได้มาหาผมที่บ้านได้นะ :D (ค่าส่งไปรษณีย์มันแพง... แหะๆ)

Sunday, July 02, 2006

DrRider (and Boss) in the USA -- Part II

ต่อจากคราวที่แล้ว ก็มาถึง Pittsburgh จนได้ ซึ่งช้ากว่ากำหนดการ 1 วัน ฝนกำลังตกพรำๆ อุณหภูมิประมาณ 26-27 องศาเซลเซียส เราสามคนก็ขึ้นแท็กซี่ไปที่โรงแรม เพื่อนถามว่า ตอนนี้ Pittsburgh เป็นไงมั่ง คนขับแท็กซี่บอก "Wet!" ถึงโรงแรมค่าแท็กซี่ทั้งหมด US$45 (มีทิปด้วย) เคยได้ยินแต่กิตติศัพท์ว่า ที่อเมริกา จะใช้บริการใดๆ ก็ต้องให้ทิปอย่างน้อย 10 % ตอนนี้รู้ซึ้งแล้วแท็กซี่ก็ต้องทิป ชักคิดถึงออสเตรเลียขึ้นมาตงิดๆ -_-'

เอาหล่ะ พอไปถึงโรงแรม (Westin)ซึ่งอยู่ติดกับ Convention Center ที่จัดงานประชุมวิชาการ ก็ขนกระเป๋าเข้าไป (เอง เพราะไม่ต้องการให้ทิป) แล้วไปติดต่อที่ Lobby ปรากฏว่า เป็นเพราะเรามาช้าไปวันนึง เขาจึงยกห้องที่จองไว้ให้คนอื่นไปเรียบร้อย -_-' แล้วก็บอกว่า คงต้องรอจนถึงประมาณ 10 โมงหรือเที่ยงๆ (อันเป็นเวลา Check out) ถึงจะหาห้องให้ได้ โหย ตอนอยู่ในเครื่องบินนี่คิดถึงเตียงสุดๆ พอมาถึงดันไม่มีห้อง T-T แต่ก็ยังไม่ถือว่าโชคร้ายมากที่ "ป๋า" ทิ้งโน้ตเอาไว้ว่า ถ้ามาถึงแล้วยังไม่มีห้อง ให้ไปที่ห้องป๋าก่อน (สืบเนื่องจากตอนที่มีปัญหาเรื่องการเดินทาง Boss ได้ โทรไปหาเลขาของป๋า แล้วเลขาก็จัดการ email ไปหาทุกคนที่เกี่ยวข้อง) เราก็เลยขึ้นไปที่ห้องป๋า และบังเอิญเจอป๋าระหว่างทางพอดีก็เลยไม่มีปัญหา


หลังจากอาบน้ำอาบท่าเสร็จ (ในห้องป๋านั่นแหละ) ก็แยกกันไปหา Breakie กิน แน่นอนว่าผมกับ Boss คงออกสำรวจหาของกินราคาถูกก่อน แต่ ... ตอนนั้นประมาณ 9 โมงเช้าวันจันทร์ ยังไม่มีร้านอาหารเปิดเลย เลยต้องกลับมาหากินที่โรงแรม ขึ้นไปกินอาหารเช้าแบบอเมริกันบุฟเฟต์ มีไส้กรอก, เบคอน, ไข่ ฯลฯ คนละเกือบ US$18 ยังไม่รวม vat 7% กับทิปต่างหาก สิริรวมมื้อนั้น US$40 -_-' ลืมบอกว่า ราคาที่แสดงไว้ในอเมริกานี่คือราคาที่ยังไม่รวม vat ต้องบวกไปอีก 7-10% แล้วแต่รัฐ แต่ที่ื Pennsylvania นี่รู้สึกจะ 7% หลังจากอยู่ออสเตรเลียมา 2 ปีกว่า และได้มาเจออาหารอเมริกันนี่ถึงกับน้ำตาไหล เพราะไส้กรอกเบคอนและหมูแฮม มันอร่อยเหมือนในเมืองไทย :') ไม่ได้เจอมานานแล้ว เลยล่อซะให้คุ้ม พอกินเสร็จก็ขึ้นไปรอห้อง กว่าจะได้ห้องก็เกือบเที่ยง ในที่สุดก็ได้นอนเตียงซะที...

กิจวัตรระหว่างอยู่ที่นี่ไม่มีอะไร ตอนเช้าตื่นแต่เช้า ประมาณตีสี่-ตีห้า เพราะข้าม time zone มาเยอะ ปกติไม่เคยตื่นแบบนี้มาก่อน แล้วพอถึงเวลาไปส่ง Boss ไป conference มั่ง ปล่อยให้ Boss ไปเองมั่ง (หุหุ) แล้วกลับมาที่ห้องส่วนใหญ่ดูทีวี ที่โรงแรมมีบริการแบบ pay per view ด้วย ซึ่งก็มีหนังที่เพิ่งออกจากโรงหมาดๆ และ Adult ด้วย (แต่ไม่กล้าดู มันคิดเรื่องนึงตั้งเกือบ $US20 แน่ะ) แล้วก็เล่นอินเทอร์เน็ต โรงแรมนี้มีบริการ wifi ให้ใช้ฟรีในห้องพักและที่ lobby ด้วยความเร็ว 378 kbps แต่สัญญาณในห้องมันอ่อนจัง ส่วนน้อยอ่านหนังสือ (ติดข้อสอบมาอ่าน แต่ไม่ค่อยได้อ่าน) เสร็จแล้วตอนกลางวันก็ไปหาบอสไปหาข้าวกินกัน 2 วันแรกกินข้าววันละมื้อ คือมื้อ brunch ไปหาข้าวกินก็เกือบ 11 โมงเข้าไปแล้ว แล้วก็ล่อซะเต็มคราบ เลยกินวันละมื้อพอ วันต่อๆ มาค่อยไปหามื้อเย็นกิน มีคู่มือหาของกินอยู่เล่มนึง เปิดหาร้านถูกๆ แล้วก็เดินไปกินแถวๆ นั้น มีวันนึงไปกินร้านอาหารจีนแถวๆ นั้น แบบ All you Can Eat คนละ $US6 (ยังไม่รวม vat เช่นเคย) ปรากฏว่า ห่วยแตกเอามากๆ ก็เลยเข็ดแล้ว ไปหาร้านอร่อยๆ กินดีกว่า T-T

นอกจากนี้ เกิดมาไม่เคยคิดที่จะแช่น้ำในอ่างมาก่อน มาอยู่โรงแรมนี่เปิดน้ำเต็มอ่างแช่แล้วมันสบายดีแฮะ (Boss แช่เกือบทุกวัน) แบบไม่กลัวเปลืองน้ำเลย เต็มที่ หุหุ

มีหลายวันที่ออกไปเดินสำรวจที่ทางร้านค้าแถวนั้น เดินไปจนถึงร้านหนังสือร้านนึง แล้วก็ไปเจอ Learning Python ของ Lutz เข้า ซึ่งหลังจากที่ยืมห้องสมุดมาอ่านครั้งก่อนแล้ว มันไม่เคยว่างอีกเลย ก็เลยไปอ้อน Boss ขอซื้อแบบอ้อมๆ (และได้รับการอนุมัติ :D) ก็เลยไปซื้อ ซึ่งราคาที่พิมพ์ไว้ที่ปกมัน 35.95 (vat excluded) แต่ไปซื้อจริงมันกลายเป็น 39.99 รวม vat ก็กลายเป็น 42.79 เลยหว่ะ งงๆ แต่กลับมาเช็คกับ o'reilly มันก็ 39.99 แฮะ (แล้วมันจะพิมพ์ 35.95 ไว้ทำไมวะ) เอาเหอะ แต่ก็ถูกกว่าซื้อที่ออสเตรเลียหรือเมืองไทยละกัน

คืนวันพฤหัสฯ คืนสุดท้ายก่อนต้องจาก Pittsburgh กลับไปออสเตรเลีย เราก็ออกไปหาอะไรอร่อยๆ กิน เป็นการฉลองวันแต่งงานครบรอบ 4 ปี (4 ปีแล้วรึ เร็วจัง) ที่ร้าน Six Penn (คือร้านมันอยู่ที่ Sixth Av. ตัดกับ Penn street) ท่ามกลางแสงเทียนสลัวๆ โรแมนติคซะไม่มีอะ (ดูตามคู่มือแล้วคิดว่าไม่แพงมาก) สั่งอะไรมากินจำชื่อไม่ได้แล้ว แต่เหมือนไก่ย่างกับขาหมูเยอรมัน (แหะๆ) อร่อยใช้ได้ เสร็จแล้วก็กลับไปนอนที่โรงแรม






To be continued...

Monday, June 26, 2006

DrRider (and Boss) in the USA

อาทิตย์ที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปอเมริกา เพราะว่า Boss ต้องไปร่วม Conference งาน International Congress of Neuroendocrinology (ICN2006) ที่ Pittsburgh, Pennsylvania ซึ่งงานนี้เป็นงานประชุมวิชาการเกี่ยวกับเรื่องของ Neuroendocrinology (แปลเป็นไทยว่าไงหว่า... เอ่อ... วิทยาประสาทต่อมไร้ท่อ มั้ง) ก็คือเกี่ยวกับเรื่องของระบบประสาทที่ติดต่อควบคุมต่อมไร้ท่อในร่างกาย หรือกลับกัน ซึ่งคราวนี้ Boss ไปทำการนำเสนอ Poster เกี่ยวกับเรื่องที่ได้ทำวิจัยไป โดย Supervisor (ป๋า) ออกค่าใช้จ่ายให้เกือบหมด ร่วมกับมีบางส่วนที่ได้ทุนมา (แต่ค่าใช้จ่ายของผม ผมต้องออกเองนะ) ที่บางครั้งเห็นผมผลุบๆ โผล่ๆ ตามเว็บบอร์ดดึกๆ ดื่นๆ ก็เพราะว่า ตอนนั้นมันเป็นเวลากลางวันในอเมริกา :)

การเดินทางคราวนี้ที่คิดว่าน่าจะราบรื่น แต่ต้องถือว่าหืดขึ้นคอพอสมควร เริ่มด้วยคืนก่อนออกเดินทาง เกิดอาการนอนไม่หลับทั้งคู่ เพราะกลัวว่าจะตื่นไม่ทัน พอออกจากบ้านกะว่าจะขึ้นรถไฟแล้วไปต่อ Shuttle Bus (Skybus) แต่ปรากฏว่า วันอาทิตย์รถไฟมันเปิดทำการสาย =_=' เลยต้องไปแท็กซี่แทน (แพงโคตร) ซึ่งแท็กซี่ก็ดันไม่รู้จักท่ารถอีกต่างหาก วนหากันอีกนิดหน่อย เพราะท่ารถ (และสถานีรถไฟ) มันทำการปรับปรุงจนจำไม่ได้ หาไม่เจอ เอ้าก็ขึ้น Skybus ไปถึงสนามบินจนได้ รีบไป Check-in ผลปรากฏว่า ไม่มีชื่อ!!! เอาล่ะสิ ตามไปตามมาปรากฏว่า Agent ที่ทำเรื่องการเดินทางของเราดันไปจองไว้ให้วันที่ 8 June แทนที่จะเป็น 18 June เขาเลยบอกให้ไปติดต่อเจ้าหน้าที่ของ Qantas ซึ่งก็บริการเป็นอย่างดี พยายามหาเที่ยวบินให้ แต่ก็มาบอกว่า ไปได้ไกลสุดแค่ LA เพราะต่อจากนี้ไม่มีเที่ยวบินไป Pittsburgh

ระหว่างที่รออยู่ว่าจะทำไงดี ก็เห็นเพื่อนอีกคน ซึ่งจะไปงานเดียวกัน จองโดย agent คนเดียวกัน โผล่มา และ มีปัญหาเดียวกัน -_-' (นึกแล้วต้องโดน) คุยไปคุยมา Qantas เลยให้โทรไปคุยกับ agency เอง ... หลังจากเฉ่ง agency เรียบร้อยก็บอกว่าถ้าได้เที่ยวบินแล้วเดี๋ยวโทรกลับ สักพักก็โทรมา มีการเปลี่ยนแผนและเที่ยวบินเล็กน้อย โดยจากเดิม Melbourne -> LA ->Dullas -> Pittsburgh ก็กลายเป็น Melbourne -> Auckland -> LA -> Pittsburgh ที่ต้องหลายต่อเพราะว่า มันไม่มีเที่ยวบินตรงไป Pittsburgh ต้องไปลง LA ก่อนแล้วต่อสายการบินในประเทศไป Pittsburgh แต่ก็ต้องไปแกร่วรอที่ LA กว่า 10 ชั่วโมง

หลังจากได้เที่ยวบินก็ไป Check-in คิดว่าคงไม่มีปัญหา ปรากฏว่า Delay 4 ชั่วโมง -*- แล้วก็ให้ค่าอาหารมา AU$14 เป็นการขอโทษ... อ้ะๆ ไม่เป็นไร ไปกินข้าวก่อน แล้วก็เข้าไปตรวจกระเป๋า โดน jackpot อีกแล้ว... ตรวจเสร็จก็บอกว่า "คุณได้รับเลือกให้มาตรวจหาสารระเบิดครับ ซึ่งคุณจะปฏิเสธก็ได้ (แต่ปฏิเสธไม่ทัน)" ไม่มีอะไรยุ่งยากหรอก แค่เอาผ้ามาถูๆ ตามเสื้อผ้ากับกระเป๋า แล้วเอาเข้าเครื่องตรวจไอออนอะไรสักอย่าง ก็ผ่านฉลุย (สงสัยเหมือนกันว่า อะไรจะทำให้มันเกิด false positive ได้มั่ง) เสร็จเรียบร้อยก็เข้าไปนั่งรอ รอ รอ แล้วก็รอ Boss ก็ไปหาที่เล่นอินเทอร์เน็ตไปตามเรื่อง (ทำไมที่นี่มันไม่มี wifi ให้ใช้ฟรีมั่งวะ) จนได้เวลาขึ้นเครื่องแล้วก็บินไป Auckland, New Zealand ... พอมาถึงตรงนี้ ต้องลงไปตรวจกระเป๋าใหม่อีกรอบ เป็นมาตรการความปลอดภัยใหม่ ที่แค่มาแวะก็ต้องตรวจกระเป๋าใหม่ -_-' เฮ้อ เสร็จแล้วก็บินไป LA จริงๆ ซะที

เครื่องของ Qantas มีจอทีวีให้ส่วนตัว (เครื่อง Cathay ก็มี เมื่อไหร่การบินไทยจะมีซะทีวะ) และมีรายการแบบ on-demand เลือกดูอะไรก็ได้มีหนัง, ทีวีซีรี่ส์, คอนเสิร์ต ฯลฯ ให้ดู ควบคุม play, pause, back, forward ได้ด้วย :) แต่... อาหาร... ไม่อร่อย! (ก็ไม่หวังอะไรกับ Australia อยู่แล้ว)

ออกเดินทางวันอาทิตย์ประมาณบ่ายสาม เดินทางประมาณ 15 ชั่วโมง ไปถึง LA ประมาณบ่ายโมงวันอาทิตย์ (ย้อนเวลาได้ หุหุ) การผ่านด่านศุลกากรอเมริกาก็ไม่มีอะไร ออกได้ง่ายๆ ยังกะดอนเมืองแน่ะ แค่ถามว่า ไม่มีอาหารอะไรติดมาด้วยนะ (ในกระเป๋าเสื้อมีลูกอมที่แจกบนเครื่องบินอยู่) ก็ตอบ No ไป แล้วก็ออกมา ไปรอรับกระเป๋าเดินทาง แล้วส่งบอร์ดขึ้นเครื่องต่อไป เราสามคนก็เดินไปอีกเทอร์มินอลนึงฟากตรงข้าม รอขึ้นเครื่องตอน 5 ทุ่มครึ่ง T-T ที่สนามบิน LA มี wifi ให้เล่น แต่ต้องจ่าย วันนึง US$ 9.50 แน่ะ ซึ่ง Boss ยอมจ่าย ไม่งั้นเบื่อตายเลย นอกจากนี้ก็ยังมีปลั๊กเป็นระยะๆ ให้เสียบ laptop ด้วยดีจัง ก็ทำการ charge laptop และ ipod เตรียมไว้สำหรับการเดินทางต่อไปด้วย พอถึงเวลาก็ขึ้นเครื่องต่อไป Pittsburgh

To be Continued...

Saturday, June 17, 2006

Kamen Rider The First -- 仮面ライダー The First

"คำเตือน SPOIL!!! นะจ๊ะ"

เมื่อวานโหลดบิตมาดูจาก TV-Nihon (English sub) ขนาด 705 MB


เนื้อเรื่องโดยย่อก็คือ มีองค์การอยู่องค์การนึงเป็นองค์การลับ ชื่อ Shocker ซึ่งคงต้องการจะครองโลกแหละ แต่้เรื่องนี้ นอกจากจะจับคนไปทำมนุษย์แปลงกับฆ่าพยานแล้วก็ไม่เห็นว่ามันจะทำอะไรอีก ที่อยู่ดีๆ ก็มาจับฮอนโก ทาเคชิไปทำเป็นมนุษย์แปลง ชื่อว่า Hopper ซึ่งโดนล้างสมองไปแล้ว แต่ปรากฏว่า เจ้าตัวเกิดฟื้นความทรงจำขึ้นมาได้ก่อนที่จะฆ่าคู่หมั้นของนางเอก (แต่ก็ตายจนได้ โดน Kumo Otoko ฆ่า ซึ่งแน่นอน พระเอกของเราก็ต้องโดนเข้าใจผิดประมาณครึ่งเรื่อง) ก็เลยโดนตามล่าจากองค์การในฐานะคนทรยศ ทาง Shocker ก็สร้าง Hopper ขึ้นมาอีกตัว (อิจิมอนจิ ฮายาโตะ -- ไรเดอร์หมายเลข 2) หมายจะให้จัดการฮอนโก แต่ เกิดไปหลงรักนางเอกเข้าก็เลยทรยศองค์การไปอีกคน (ตอนแรกก็ดูเหมือนต้องการจัดการฮอนโกเพราะจะแย่งผู้หญิงนี่แหละ ^^)

ทีนี้เรื่องตัดไปที่ตัวละครอีกชุด เป็นคู่หนุ่มสาวป่วยและอยู่ในโรงพยาบาลมานาน ตรงนี้ดำเนินเรื่องได้นานมากตั้งแต่ไม่รู้จักกัน จนไปเดทกัน สุดท้ายอาการทรุดซึ่งต่อมาโดน Shocker จับไปดัดแปลงเป็น Mr & Mrs งูเห่า แต่สุดท้ายตายอนาถทั้งคู่ -_-' (ดูแล้วน้ำตาจะตก มันเศร้าจริงๆ จอร์จ)

กลับมาที่ไรเดอร์ต่อ สุดท้ายนางเอกก็เข้าใจจนได้ว่า คนอย่างฮอนโกคงไม่ฆ่าคู่หมั้นเธอหรอก เพราะฮอนโกเองก็ช่วยเธอไว้หลายครั้ง แต่แล้วนางเอกก็โดนจับไปที่รัง Shocker เพื่อจะดัดแปลง แน่นอน 2 ไรเดอร์ก็เดินทางไปช่วย สุดท้ายก็ถล่ม lab ของ shocker ซะราบ แล้วก็จบแบบให้คิดว่า ถ้าเรตติ้งดี อาจจะมีภาค 2 ต่อ (ทีนี้ V3 จะมาด้วยมั้ย ^^)

เรื่องนี้ต้องบอกว่าดรามามากๆ เหมาะสำหรับเอ่อ ... จะว่าไงดีหล่ะ แบบคนที่ชอบดูละครน้ำเน่าคงชอบมั้ง -_-' สำหรับแฟนๆไรเดอร์ อาจจะไม่ประทับใจการดำเนินเรื่องก็ได้ จริงๆ การดำเนินเรื่องก็ไม่ได้น่าเบื่ออะไร มีฉากต่อสู้แทรกเป็นระยะๆ แต่รู้สึกเหมือนมันไปเน้นตัวประกอบเกินความจำเป็น (ก็คือ Mr & Mrs งูเห่านี่แหละ) ฉากแอคชันค่อนข้างประทับใจ มีเทคนิคพิเศษกับ CG ไม่มากนัก, มีอะไรๆ ให้นึกถึงไรเดอร์เก่าๆ เช่นพวกกีกี้ กับตอนที่พวกนี้สลายเป็นฟอง พอให้หายคิดถึง (น่าจะมีคำว่า Rider Kick! ด้วย แต่เรื่องนี้ไม่พูดอะไรกันมาก ไม่ีมีท่าแปลงร่าง ไม่มีคำว่า "เฮนชิน" ไม่มีชื่อท่าไม้ตาย ฯลฯ สู้อย่างเดียวจริงๆ ) ส่วนที่ดูโดดเด่นที่สุดสำหรับเรื่องนี้ก็คือ Character design กับ Costume สุดยอดแห่งความเท่ห์ >_< การออกแบบท่าแอ็คชันก็ไม่เลว

สรุป ถ้า DVD ออกเมื่อไหร่ก็คงซื้อเก็บแหละ ^_^

Wednesday, June 14, 2006

Cheating the Firefox extension installer!

เนื่องด้วยวันก่อนได้เอา Bon Echo 2.0 alpha 3 มาลองแล้วเกิดติดใจอะไรหลายๆ อย่าง เดี๋ยวนี้ก็เลยหันมาใช้ BE เกือบเต็มตัว แต่ทีนี้ปัญหามันเกิดขึ้นเมื่อ add-ons ส่วนใหญ่มันยังไม่รับกับ BE และติด (คือต้องใช้) extensions หลายตัวในหมาย่างตัวเก่าแล้วด้วย พอหาแทนได้บ้างอันสองอัน แต่ที่อยากได้มากๆ ก็คือ right encoding นี่แหละ มันสะดวกเวลาเปิด Yahoo กับ Hotmail มากๆ ดูที่หน้าโหลด extensions มันก็ไม่สนับสนุนเวอร์ชัน 2 ซะที คือติดตั้งเสร็จแล้วเช็ค compatibility ไม่ผ่าน... กำลังคิดว่าเห็นทีต้องเขียนเอง... ก็เลยไปโหลดตัวนี้มาดูซิ ได้ไฟล์ right_encoding-0.2.1.1-fx+tb.xpi มาแตกไฟล์ด้วย zip ธรรมดาได้มาเป็น


chrome/
install.rdf


เข้าไปดูข้างในเจอไฟล์ .jar อีกอันแตกออกมาแล้วได้ไฟล์อีก 3-4 ไฟล์เป็น javascript 1 ไฟล์ ลองเปิดดูแล้ว ไม่ค่อยรู้เรื่อง สงสัยคงเขียนไม่ได้ :P ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ เลยไล่ๆ ดูไปว่ามีไฟล์อะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง ก็ลองไปเปิดดูไฟล์ install.rdf ซึ่งเป็นไฟล์แบบ xml เต็มไปด้วย tag ไล่ไปไล่มาเจอ tag ที่เขียนว่า


<!-- Firefox -->
    <em:targetApplication>
        <description>
            <em:id>{ec8030f7-c20a-464f-9b0e-13a3a9e97384}</em:id>
            <em:minversion>0.9</em:minversion>
            <em:maxversion>1.5.0.*</em:maxversion>
        </description>
    </em:targetApplication>



เลยลองเปลี่ยนเลขเวอร์ชันตรง <em:maxversion>1.5.0.*</em:maxversion> ให้เป็นเวอร์ชัน 3 ซะ เซฟไฟล์แล้วก็ zip กลับไปแบบเดิมเป็นไฟล์ *.xpi แล้วก็ติดตั้งกับ Bon Echo ไปตามปกติ ผลปรากฏว่า คราวนี้ผ่านฉลุย :D ตอนนี้ก็มี right encoding ใช้เป็นที่เรียบร้อยใน Bon Echo ซึ่งเท่าที่ลองตอนนี้ยังไม่พบปัญหาใดๆ

การโกงคราวนี้กับ extension ทั่วไปที่ไม่ได้ขึ้นกับ chrome หลักของ Firefox คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็น theme อาจจะมีผลเพราะหน้าตาของ Bon Echo ต่างไปจาก Deer Park นิดหน่อย (ยังไม่ได้ลองครับ)

สรุป เดี๋ยวลองไปทำแบบนี้กับ extension เก่าๆ ทั้งหลายดูดีกว่า :D

Tuesday, June 13, 2006

Socceroos beats Samurai!!!

เมื่อวานออสเตรเลียทำได้ดีเกินคาดแฮะ นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว ดันเอาชนะญี่ปุ่นได้ตั้ง 3-1 แน่ะ ทั้งๆ ที่เพิ่งติดบอลโลกครั้งแรกในรอบ 32 ปี [แก้ไข -- ดีที่คุณหน่อยบอกนะเนี่ย] (จริงๆ เมื่อคืนเชียร์ญี่ปุ่นอยู่) เท่าที่ดูเมื่อคืนรู้สึกออสเตรเลียเล่นเกมบุกได้ดีแฮะ มีเสียวๆ หน้าประตูญี่ปุ่นเยอะมาก แต่โดนญี่ปุ่นนำไปก่อน 1-0 (โกลโดนผลัก... แต่ก็ได้ประตูล่ะวะ) นึกว่าออสเตรเลียจะจอด แต่ปรากฏว่านอกจากเอาคืนได้ในช่วงท้ายๆ ของครึ่งหลังแล้ว ยังนำต่อไปอีก 1 ประตูซะนี่ แถมด้วยอีก 1 ประตูสุดท้ายในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ กลายเป็น 3-1 (สงสัยญี่ปุ่นหมดแรง)


(picture from Herald Sun)

ออสเตรเลียเล่นโหดพอสมควร โดนใบเหลืองไป 2 ใบแต่ยังไม่เท่าที่ดูอังกฤษกับปารากวัยวันก่อน ทางนู้นโหดหว่าเยอะ เตะกันล้มระเนระนาด :-P

ปกติที่ออสเตรเลียนี่ไม่ค่อยนิยมฟุตบอลแบบที่ทั่วโลกเค้านิยมกัน หากแต่ว่ามีฟุตบอลของตัวเอง (Aussie Rules) หรือเรียกอีกอย่างว่า footy ใช้บอลคล้ายๆ รักบีใช้มือจับ พาลูกไปด้วยการเลี้ยง (จับวิ่งไป แล้วเด้งกับพื้นเป็นระยะๆ) ส่งลูกได้ 2 วิธีคือเตะ กับชก ไม่มีกฎหยุมหยิม ไม่มีล้ำหน้า ไม่มีลูกเข้าประตูตัวเอง ดำเนินเกมเร็ว ประตูเป็นเสาสูง 4 ต้น ถ้าเข้าระหว่าง 2 ต้นกลางได้ 6 แต้ม เข้าข้างๆ ได้ 1 แต้ แล้วก็มีกฎเรื่อง free kick อะไรอีกนิดหน่อย ตอนแรกๆ ดูไม่รู้เรื่อง ตอนนี้ชักเริ่มสนุก ส่วนฟุตบอลที่ชาวบ้านรอบโลกเขาเล่นกัน ที่นี่เรียก soccer

เอาเป็นว่า นอกจากที่ออสเตรเลียจะติดบอลโลกในปีนี้ แล้วยังเอาชนะญี่ปุ่นได้อีก ต้องถือว่า สร้างปรากฏการณ์สุดๆ ต่อไป soccer league ในออสเตรเลียคงจะเริ่มฮิตเป็นแน่แท้

รอบต่อไปเจอกับบราซิล ดูแล้วไม่ค่อยเห็นทางรอดเลยแฮะ -_-' แต่ก็ไม่แน่ อาจจะเจ๋งก็ได้ ต่อไปเชียร์ออสเตรเลียดีไหมหว่า (เดี๋ยวเชียร์แล้วมันแพ้)

Go! Socceroos!!!!

Sunday, June 11, 2006

ขอจงทรงพระเจริญ

เนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบรอบ ๖๐ ปี ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน




ปล. ไม่ได้ดูอะไรซักอย่าง ทั้งนิทรรศการที่เมืองทอง ทั้งถ่ายทอดสดเมื่อวันก่อน จะเปิดดูออนไลน์ก็เข้าไม่ได้ สงสัยมันเต็มแบนด์วิดธ์ เฮ้อ... T-T
แต่ยังดีที่ได้ดูโฆษณาซึ้งๆ (โหลดมาดูได้)

ปล.2 ดีใจที่เกิดเป็นคนไทย

Monday, May 29, 2006

Bon Echo 2.0 Alpha3

หลังจากเมื่อวานถูกหลอกให้โหลด Bon Echo Alpha3 แต่คอมไพล์แล้วได้เป็น Firefox 1.5.0.4 ไปนั้น ผมก็ได้แจ้งไปที่ mozilla แล้วทางนู้นก็ confirm (เขาก็ยังงงๆ เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น) แล้วก็ upload ตัวใหม่ขึ้นไปบน server เรียบร้อย ผมก็ลองไปโหลดมา แล้วให้คอมไพล์ทิ้งไว้ แล้วออกจากบ้านไป กลับมาตอนเย็น ลองเรียกดูเวอร์ชัน ปรากฏว่าโดนหลอกอีกรอบ -_-' เลยย้อนไปดู bug report ก็เห็นว่า เขา upload ตัวใหม่ขึ้นไปอีก 2 ตัวซึ่งตัวสุดท้ายมี md5sum คือ 50fc7a086d7911d5d1341df7bffe8d56

เอาหล่ะ ก็โหลดตัวนี้แหละ แล้วก็เอามา build ทีนี้ได้ alpha 3 ตัวจริงสมใจซะที ... เฮ้อ

feature ใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาก็ไปอ่านที่นี่แล้วกัน (สนับสนุนกันสุดๆ ) ยังไม่สามารถลองได้หมด ว่าเป็นยังไง เลย review ให้ไม่ได้ว่าแต่ละ feature เป็นไง แต่ยังไงตอนนี้ก็ยังไม่ชินกับการที่ปุ่มปิด tab มันย้ายไปอยู่ที่ tab ทุก tab เลยอะ ปิดผิดอย่างบ่อย =_=' โดยเฉพาะเวลาเปิด tab จนเต็ม bar น่าจะให้มีแต่เฉพาะ tab ที่ active เนาะ ไม่รู้เรื่องนี้มีคนเคยเถียงกันใน bug report รึเปล่า

ส่วนใครต้องการ Bon Echo Alpha3 + libthai บน Linux เชิญดาวน์โหลดได้ที่นี่ เลยครับ

จากคราวที่แล้วที่บอกว่าให้สร้าง user ใหม่นั้น mk ได้มาชี้ทางสว่างให้โดยการเรียก profile manager ขึ้นมาเพื่อสร้าง profile สำหรับลองด้วยคำสั่ง
./firefox -profilemanager


และสามารถเรียกใช้ profile ที่ตั้งไว้ด้วยคำสั่ง
./firefox -P [profile]

โดยที่ profile คือชื่อของ profile ที่เราได้ตั้งเอาไว้ครับ

จบ.

Saturday, May 27, 2006

Bon Echo 2 alpha2

เมื่อคืนลองโหลด source ของ Bon Echo Alpha2 มาลอง build ด้วย patch libthai ดู ก็ไม่มีปัญหา ผ่านฉลุย วันนี้ก็เลยมาลองเล่นกันดูหน่อย ...

โดยรวมดูไม่ค่อยต่างอะไรจาก 1.5 นัก ตัดคำไทยได้ดีผ่าน libthai ซึ่งยังคงปัญหาตัวอักษร newline ท้ายบรรทัดและเคอร์เซอร์กระโดดไว้เหมือนเดิม -_-" เรื่องว่า Bon Echo มีอะไรใหม่จะไม่เขียนละ มีคนเขียนเยอะแล้ว อ่านเอา ที่นี่ ละกัน แต่ชักชอบคุณสมบัติหลายประการของ Bon Echo ซะแล้ว ได้แก่
  • ช่อง search bar ที่ปรับปรุงการจัดการ search plugins ได้ดีขึ้น
  • รวม themes กับ extensions เป็นไดอะล็อกเดียวกัน (แยกด้วย tab) เรียกว่า add on
  • เรื่องการรับ feed ที่ยอมให้ใช้ external application ได้ (แต่เราก็ใช้ Live Bookmark อยู่ดี โปรแกรมรับ rss มัน freeze บ่อย สงสัยต้องเปลี่ยน distro ชักเซ็ง)
  • microsummaries ที่เปลี่ยนชื่อ bookmark ให้กลายเป็นหัวเรื่องใหม่สุดในเว็บ (ลองกับบล็อกนั้นแล้วไม่มีปัญหา)
  • plug-ins ทั้งหลาย ทั้ง AdobeReader, Java, flash และ mplayer ยังสามารถทำงานกับเวอร์ชันนี้ได้แบบ seamlessly
แต่ส่วนที่ไม่ชอบก็คือ
  • มันย้ายปุ่มปิด tab ไปอยู่ที่ tab แต่ละอัน เข้าใจว่าคงเพื่อป้องกันความสับสนในการปิด tab แต่ผมไม่ชิน (เดี๋ยวถ้าชินแล้วคงรู้สึกดีมั้ง)
  • themes และ extensions มากมายยังไม่สามารถใช้งานร่วมกับ Bon Echo ได้ สรุป คงต้องใช้ DeerPark ไปก่อน (มี flashgot นี่แหละใช้ได้)
อื่นๆ ยังลองไม่หมด มันก็ออก Alpha3 มาแล้ว T-T

ก็ลองไปโหลด source มา build ดูเหมือนเดิม แต่ build เสร็จได้เป็น FF 1.5.0.4 -_-' อย่างงง??? ซึ่งตัวที่โหลดมาเป็น firefox-2.0a3-source.tar.bz2 และ md5sum คือ

6f6d2ef43a6e2baf4df0d8e8dc5cb9c3 firefox-2.0a3-source.tar.bz2


ff-1.5.0.4

เอาเป็นว่าใครอยากลอง Bon Echo alpha2 + libthai เชิญลองได้ ที่นี่ ครับ เดี๋ยวถ้าได้ source ของ alpha3 จริงๆ มาจะลอง build อีกที

Discalimer:
Bon Echo + libthai ถูก build จาก source ของ mozilla โดยยังเป็นเวอร์ชันที่กำลังพัฒนาอยู่ หากเกิดข้อผิดพลาดใดๆ ผมไม่ขอรับผิดชอบนะจ๊ะ หากต้องการลอง แนะนำให้สร้าง user ใหม่เพื่อลอง มิฉะนั้นมันจะตีกับ 1.5 (เออ ว่าแต่ profiles นี่มันหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่หว่า ถ้าสร้าง profile ใหม่ได้ก็คงไม่ต้องสร้าง user ใหม่มั้ง)

bonechoa2-01


bonechoa2-02

Friday, May 26, 2006

Firefox 1.5.0.3, linux, libthai

ว่าแล้วก็ build Firefox 1.5.0.3 ตัดคำด้วย libthai จาก patch ของคุณเทพ เอง เพราะ PCLOS มันไม่มีให้ใช้ ใครต้องการดาวน์โหลดเชิญที่นี่นะครับ (ถ้ามีใครใจดีช่วย mirror ให้ด้วยก็ขอบคุณมากครับ)

กำลังคิดว่าอีกไม่นานคงจะต้องเป็น 1.5.0.4 แหงๆ -_-'

เดี๋ยวลอง build Bon Echo alpha ดูดีกว่า :)

Saturday, May 20, 2006

ลอง BSD

โบราณว่าไว้ว่าสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ อย่างที่เขียนไว้คราวก่อนว่าชักสนใจ BSD อย่ากระนั้นเลย ลองดูซะดีกว่า...

เรื่องของเรื่องคือวันนี้เปิดไปดูบล็อกของคุณ Kitty ว่าด้วยเรื่อง qemu เวอร์ชันล่าสุดที่สามารถทำ virtualization ได้ ก็เลยอยากลองดู เพราะโหลด PC-BSD มาดองไว้ 2 อาทิตย์แล้ว ยังไม่ได้ทำแม้แต่เผาแผ่น ทีนี้ พอเริ่มมีแรงบันดาลใจก็ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเล็กน้อยที่ thailinuxcafe.com ที่คุณ wd เคยเขียนถึงไว้ อ่านไปอ่านมา ไหงต้องคอมไพล์เคอร์เนลใหม่หว่า เพราะมันคอมไพล์ kqemu เป็น kernel module ได้ แล้วก็ modprobe เอา

เป็นอันสรุปว่าไปโหลด qemu และ kqemu ตัวใหม่มาจัดการ compile ติดตั้งได้เรียบร้อยก็ลงมือ... ติดตั้ง PC-BSD โดยการสร้าง image ไฟล์ก่อนขนาด 4.5G (เพราะตาม system requirement ของ PC-BSD บอกว่าใช้อย่างน้อย 4GB รวม swap) ตรงนี้มีปัญหาเล็กน้อยเพราะ partition /home มันใช้ไปเยอะแล้วเหมือนกัน ไม่พอใช้เลยต้องใช้ /root แทน (จริงๆ ก็ไม่ค่อยอยากเท่าไหร่หรอก เด็กๆ อย่าทำตามนะจ๊ะ) เอาหล่ะ ทีนี้พอสร้าง image เรียบร้อยก็ลงมือติดตั้ง
ใส่แผ่น PC-BSD เข้าไปในไดรฟ CD แล้วก็

# qemu -hda pcbsd.img -cdrom /dev/cdrom -boot d -m 256


qemu ก็เริ่มบูตแผ่นแล้วเข้าหน้าจอติดตั้ง อย่างรวดเร็ว ทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ เลือกติดตั้งลงบนฮาร์ดดิสก์ (จำลอง) แบบ dedicate แล้วก็ติดตั้ง bootloader รอประมาณครึ่งชั่วโมงได้ การติดตั้งก็เรียบร้อย ตรงนี้ขอบอกว่าการติดตั้งง่ายแบบกดแค่ 4-5 คลิก แล้วก็เรียบร้อย รอให้มันกก็อปไฟล์ลงฮาร์ดดิสก์ การติดตั้งสามารถเลือกใช้ภาษาไทยด้วย แต่ใช้ font fixed สระ-วรรณยุกต์เลื่อนกระจุย เลยอ่านไม่รู้เรื่อง T-T สรุปใช้ภาษาอังกฤษดีกว่า สงสัยต้องแจ้งเป็น bug ไปอะ

ติดตั้งเสร็จก็ปิด qemu เอาแผ่นออก แล้วเรียกให้ qemu ทำการ boot image ของ PC-BSD

# qemu -kernel-kqemu -hda pcbsd.img


เรียบร้อย.. รอบูต... ขอบอกว่าบูตใน qemu นี่ยังเร็วมาก ไม่เกิน 30 วิ ท่านก็จะได้หน้าจอล็อกอินของ kdm ขึ้นมา แต่มันห้ามล็อกอินเป็น root เอ้า ไม่เป็นไร ก็ลองด้วย user ปกติก็ได้ แต่กว่าจะเข้า desktop ได้นานเหมือนกันนะ ปัญหาอาจจะเป็นที่ PC-BSD ใช้ driver vesa ตามปกติกับเครื่องของผมก็ได้ ยังไม่ได้ปรับแต่งอะไร (ใน pclos กำหนดไดรเวอร์เป็น i810) เข้ามาแล้วอะไรๆ ก็ช้าไปพอสมควร ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ เมาส์กระตุกเล็กน้อยพอให้รำคาญ ทีนี้พอเริ่มทำการ explore ปรากฏว่าเอ๋อเล็กน้อย เพราะว่าระบบบางประการมันไม่เหมือน linux เช่น มันไม่มี runlevel, ไม่มี /etc/inittab เป็นต้น (แต่มีโปรแกรม init นะ แล้วก็ยังมีโหมดคนโสดด้วย -- single mode) ไม่รู้ว่ามันสั่งเริ่ม service ที่ไหน ยังไง (คาดว่าเป็นไฟล์ /etc/rc), ls ไม่มีสี T-T ดูลำบาก ต้องสั่ง ls -l ถึงจะรู้ว่าอะไรเป็นไดเร็คทอรี ใช้ shell อะไรก็ไม่รู้ ที่แน่ๆ ไม่ใช่ bash แล้วก็ไม่รู้อะไรอีกเยอะพอสมควร มันไม่คุ้น

ทีนี้มาเรื่องโปรแกรม จากคราวที่แล้วจะเห็นว่า มันให้อะไรๆ มาไม่ค่อยสะใจ แถม pbi (ยังไม่ได้ลอง) ก็ค่อนข้างเก่าๆ ทั้งนั้นด้วย เลยตัดสินในว่า ใช้ ports ดีกว่า โปรแกรมท่าจะสดดี เพราะว่าเป็นของ FreeBSD 6 เริ่มด้วยการไปดู FAQ ของ PC-BSD ก่อน บอกว่า ยังไม่มี ports tree ต้องทำการ update ก่อนด้วย CVSup ทีนี้ ตอนที่สั่ง qemu ทำงานไม่ได้ตั้งค่าเครือข่ายใดๆ ทั้งสิ้นเลยคิดว่า สงสัยใช้ไม่ได้ (ขณะที่ run qemu อยู่นี้ บน PCLOS ติดต่ออินเทอร์เน็ตด้วยการ์ด wireless ผ่าน ndiswrapper) แต่ลองเปิด Konqueror ดูซึ่งมันตั้งหน้าแรกไปที่เว็บของ PC-BSD ปรากฏว่า เฮ้ย เข้าได้เฉยเลย ไม่รู้ว่า qemu มันจัดการ resource ยังไง แต่มันแจ๋วมากเลยจอร์จ m(_ _)m ยอมรับเลย ได้เรื่องได้เรื่อง เอาหล่ะ update ports ดีกว่า ด้วย

# cvsup -g -L 2 /root/ports-supfile


แล้วรอมันโหลด ports tree ประมาณครึ่งชั่วโมง เสร็จแล้วทดลองติดตั้งโปรแกรมที่อยู่ใน ports ซักตัว เลือกเอา autoconf-2.13 ละกัน เผื่อต้องใช้เวลาจะโหลดอะไรมาคอมไพล์ในอนาคต เราก็เข้าไปที่ไดเร็คทอรีของ ports tree แล้วก็สั่งติดตั้ง

# cd /usr/ports/devel/autoconf213
# make install clean


ซึ่ง ports จะทำการตรวจหา dependencies แล้วโหลดมาทำการคอมไพล์และติดตั้งให้พร้อมกัน ชักชอบแล้วสิ ^^ มิน่า gentoo ถึงเอาระบบนี้ไปดัดแปลงใช้ (portage) เสร็จแล้วมันก็จัดการ clean ให้เรียบร้อย

วันนี้พอแต่เพียงเท่านี้ก่อน เพราะเริ่มรำคาญความอืดในการใช้งาน แถมหน้าต่างมันเกินจอ คราวหน้าสั่ง fullscreen ดีกว่า เอาเป็นว่า เริ่มเบี่ยงเบนใจไปให้ BSD นิดนึงแระ (จะมีใครว่าเราหลายใจมั้ยเนี่ย หุหุ ^^)

Friday, May 05, 2006

ชักอยากลอง BSD ซะแล้ว

หลังจากลง PCLOS มาพอสมควร จริงๆ ก็ชอบแหละ แต่รู้สึกว่ามันไม่สมบูรณ์ซะทีเดียว เรื่องใหญ่ๆ ก็คือเจ้า Konqie และผองเพื่อนใน package เดียวกันมันแข็งตัว (freeze) บ่อยเกินไป ถึงแม้ว่าจริงๆ ก็ไม่ค่อยได้ใช้ซะเท่าไหร่เพราะ หันไปใช้หมาย่างซะมาก (แต่ช่วงที่เพิ่งลง Yoper 3 ใหม่ๆ ยังไม่มีหมาย่างใช้นี่ชมชอบในความเร็วของ Konqueror เลยนะแล้วมันก็ไม่ freeze ด้วย) ตอนนี้ก็เลยลองมองหาระบบปฏิบัติการคู่ใจจากดิสโทรวอชอีกสักหน่อย ซึ่งตอนนี้ ถึงแม้ว่ากระแส Ubuntu จะมาแรง แต่ไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร ไม่ค่อยชอบเกาะกระแสเลยไม่ค่อยอยากใช้ Ubuntu อย่างนึงคงเพราะแกเล่นออกทุกประมาณ 6 เดือน แถมการ apt-get dist-upgrade ก็ค่อนข้างอันตรายต่อการทำให้ระบบ messy เลยทำให้รู้สึกเหมือนว่ามันไม่ stable ซักทีไม่เอาดีกว่า (จะใช้ Debian เลยมันก็นิ่งเกินไป -_-' อยากได้แบบกลางๆ)

ทีนี้หาไปหามา หันไปเจอ PC-BSD ซึ่งออกเวอร์ชัน 1.0 พอดิบพอดี ก็เลยตามไปดูที่เว็บ เห็นว่าน่าสนใจดี โดยตัวนี้จะใช้ FreeBSD 6.x เป็นฐาน และมีระบบจัดการแพ็คเกจที่น่าสนใจมากคือ pbi ทำให้เราสามารถติดตั้งและลบ package ได้เหมือนหน้าต่างเป๊ะ และมีให้เลือกมากพอสมควร (แต่ยังไม่พอ) โดยที่เราก็ยังสามารถใช้ ports ในการติดตั้งแพ็คเกจได้เหมือน *BSD ปกติอีกด้วย (ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ports นัก ขอลองไปอ่านคู่มือก่อน) นอกจากนี้ยังมีผู้สนับสนุนแปล installer ให้เป็นภาษาไทยอีกด้วย

แต่! ข้อเสียก็คือ ไม่รู้ว่าใช้ File system อะไร มันไม่บอก ??? ใครรู้ช่วยบอกหน่อยครับ คือตอนนี้แยก partition (หรือ slice ตามภาษา BSD) เป็น Home ไว้ด้วย เวลาลงใหม่จะได้ไม่หาย เกิดท่านอ่าน/เขียน reiserfs/ntfs ไม่ได้เดี๋ยวเจ๋ง อีกอย่างคือรู้สึกว่ามี package ไม่ค่อยจุใจผมเท่าไหร่ พวกไลบรารีมาตรฐานอย่าง gtk ก็ไม่ได้ให้มา รวมทั้งไม่ได้ให้พวกแพ็คเกจ developer/SDK มาด้วย (คือ ถ้ามีมาให้ก็ build แพ็คเกจเองก็ได้) ดูรายนาม package ได้ที่นี่ แล้ว pbi packages ที่มีอยู่ก็รู้สึกเก่าๆ ทั้งนั้นเลยแฮะ อีกอย่างคือ ไม่รู้ว่าสามารถทำงานกับ linux binary ได้ดีไหม คือรู้มาว่าสามารถใช้งาน linux binary ได้ผ่าน linux layer หรือไงนี่แหละ แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร (emulation?) เลยต้องเก็บเอาไว้ก่อน โหลดมาแล้ว แต่ยังไม่ได้เผาแผ่น เดี๋ยวถ้าอ่านคู่มือแล้วแน่ใจเมื่อไหร่ อาจจะลองดู

ว่าแต่! ใครใช้ตระกูล BSD ช่วยเข้ามาเม้นให้ผมสว่างๆ หน่อยเหอะ ตอนนี้กำลังงงๆ ว่าจะลองย้ายค่ายดูดีไหม :D

จบ...

Monday, April 24, 2006

ผ่าน MCQ แล้ว เย้!!

หลังจากรอผลสอบมา 1 เดือนเต็ม วันนี้ผลสอบส่งมาถึงที่บ้านตอนเกือบบ่าย... (ทีแรกคิดว่ามันจะมาวันพฤหัสหรือศุกร์ที่แล้วซะอีก เล่นเอาได้ลุ้นต่อไปอีก 3 วัน)

พอเปิดซอง... สิ่งแรกที่เห็นคือ กระดาษเหมือนใบสมัครสีฟ้าๆ (ยังไม่ได้คลี่) นึกในใจ เฮ้ย กรูต้องสอบอีกรอบรึเปล่าวะ แล้วก็ค่อยๆ คลี่ออกมา เห็นกระดาษมีข้อความเกี่ยวกับกำหนดการสอบ Clinical ... ก็หมายความว่า.. ว่า.. ว่า... (เดี๋ยวก่อน)
ก็หยิบใบแจ้งผลสอบออกมาดู

PASS


นึกในใจ OH YES!!

แล้วก็เอามานั่ง ที่โซฟาห้องรับแขก เพื่ออภิเชษฐ์ (Appreciate) กับผลสอบของตัวเองอีกพักนึง ... ทั้งหมดได้เกินครึ่ง (ไม่งั้นคงไม่ผ่าน) แต่ ob-gyn ได้น้อยไปหน่อยแฮะ 50% พอดีเลย เกือบ -_-' ได้ psychi 70% แน่ะ นึกๆ ดูก็พอๆ กับสอบ comprehensive ตอนจบปี 6 แต่อันนี้เครียดกว่า

แล้ว boss ก็เรียกเข้าไปในห้อง เพื่อจะกอด :D เราก็ทำเนียนๆ ถามว่า

me: ตกลงวันนี้ออกไปกินข้าวเย็นข้างนอกกันมั้ย (ตอนเช้า boss ชวนทีนึงแล้ว)
boss: เอาสิ

แล้วเราก็ทำหน้าบานยกแขนขึ้น 2 ข้างร้องว่า
me: "ผ่านแล้ว!! เย้"
boss: "เย้.....เอามาดูหน่อย"
boss: "นี่ถ้าไม่เรียกเข้ามาจะบอกมั้ยเนี่ย"
me: "บอกดิ แหม เรื่องงี้ไม่บอกได้ไง"

แล้วก็กอดกันกลมกลิ้งไปกลิ้งมา... :D

เป้าหมายต่อไป Clinical exam คราวนี้ของจริงละ ว่าจะสมัครลงคอร์ส (ราคาถูก) สักคอร์ส ก่อนไปสอบ

จบดีกว่า :D

Wednesday, April 19, 2006

ตามเก็บ KDE

วันนี้ตามเก็บ kdebase ให้หมด 100% เดี๋ยวต่อไปถึงคิว kdelibs (สงสัยจะไม่ไหว เพราะมีปัญหาเรื่องชื่อสี ชื่อเมือง ชื่อประเทศ ฯลฯ ตรึม)

อืม ลองกลับไปดูที่แปลเก่าๆ ไว้ อ่านไม่เข้าใจเยอะเหมือนกัน จนต้องแก้ใหม่ไปหลายตัว นอกจากนี้ก็มีปัญหาเรื่องชื่อโปรแกรมที่ไม่ได้ตกลงกันซักทีว่าจะแปลชื่อดีไหม (บอกตรงๆ ว่าแปลชื่อโปรแกรมแล้วมันแปลกๆ เลยไม่อยากแปล ปล่อยมันไว้งั้น) คือถ้าจะแปลก็ควรจะแปลให้หมดทุกโปรแกรม อาจจะต้องมาตามเก็บอีกรอบ -_-'

เอาเหอะ ยังไงๆ ตอนนี้ก็คิดว่าผ่านมาตรฐานการ release ได้แล้ว
  • kdelibs.po 90% --> เก็บที่เหลือๆ หมดเรียบร้อย 100%
  • desktop_kdelibs.po 100% --> เสร็จแล้ว
  • desktop_l10n.po 100% --> เสร็จแล้วเหมือนกัน
  • และ package ใน kdebase > 75% ตอนนี้เก็บหมดแล้ว 100%
หวังว่าภาษาไทยคงจะได้ออกพร้อมรีลีสถัดไปซะที เฮ้อ

เอ้า สู้ต่อไป...

Thursday, April 13, 2006

PCLinuxOS

ก่อนหน้านี้ใช้ Yoper มานาน แต่ package ที่ใช้อยู่มันเก่ามากแล้ว และไม่มีการ update package สำหรับเวอร์ชันเก่าอีกต่อไปแล้ว แถมไปใส่นู่นนี่เพิ่มจนระบบมัน messy มากแล้วก็รวน ก็เลยตัดสินใจ upgrade เป็น 3.0 beta (Blacksand) แต่เนื่องจากบักมันยังเยอะอยู่ ถึงแม้จะเร็วมาก(สุดๆ เลย) แต่ยังตอบสนองหน้าที่การงานได้ไม่เต็มที่ ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนดิสโทร จนเกิดเรื่อง อย่างที่เขียนไปคราวก่อน -_-' ทีนี้เอาใหม่ กลับไปดูที่ thailinuxcafe.com เห็นว่ามีคนเชียร์ PCLinuxOS เยอะดีโดยเฉพาะเรื่อง Multimedia นี่พร้อมสรรพสำหรับคุณ (โดยคุณ T-X และซีต้า) เลยลองเปลี่ยนมาใช้ไอ้นี่ดูดีกว่า ก่อนหน้านี้เคยใช้ P91 ที่เป็น LiveCD มาแล้ว แต่มีปัญหาเรื่องภาษาไทยนิดหน่อย คราวนี้เลยโหลด P92 มาเผื่อว่าจะดีขึ้น บูตเข้า LiveCD เสร็จก็จัดการลง HDD เลย ง่ายดี (ง่ายเกินไป?) tools สำหรับติดตั้งลงฮาร์ดดิสก์ใช้ได้เลย เข้าใจง่าย ตัวแบ่งพาร์ติชันก็ใช้ง่าย (มาจาก Mandriva ใช่ไหมเนี่ย) และใช้ reiserfs ได้ด้วย แต่มันไม่ค่อยชินปกติ fdisk กะ qtparted ลงเสร็จบูตเข้ามาได้สวยงาม และสามารถตรวจสอบฮาร์ดแวร์ของเราได้ถูกต้อง เสร็จไป 1 เปลาะ

หลังจากเปลี่ยนมาใช้ได้ซักพัก รู้สึกดีกับดิสโทรนี้มากเหมือนกันแฮะ เสียแต่ว่าไม่มีเอกสารเรื่องการตั้งค่าภาษาไทย แถม locale ของ glibc ก็ดันอยู่แยกกันต้องลงต่างหากอีกที ปล้ำกับเรื่อง locale อยู่นานมากแต่พอลงครบแล้วปรากฏว่าตั้งภาษาไทยง่ายกว่าที่คิดเยอะเลยแฮะ ใช้เครื่องมือเปลี่ยน locale ชื่อ localedrake (เข้าใจว่าคงมาจาก mandrake) แล้ว KDE อ่านภาษาไทยได้ทันที ตอนนี้กำลังหาอยู่ว่า locale ของ GTK มันไปซ่อนอยู่ที่ไหน -_-' นอกจากนี้มันก็แยก package เป็นโปรแกรมกับ โปรแกรม-devel (ไม่ชอบก็ตรงนี้แหละ มันลำบากเวลาจะคอมไพล์โปรแกรมต้องตามหาชุด -devel มาให้ครบ)

แต่เอาเหอะ หลังจากลงเสร็จแล้วก็ apt-get dist-upgrade เรียบร้อยบวกกับลง libthai, pango-libthai แล้วก็ได้ KDE 3.5.2 มาใช้ ลองใช้ดูค่อนข้างประทับใจ ยกเว้นว่า Konqueror กับพวก editor ที่อยู่ใน kdebase เกิดอาการแข็งตัว (freeze) กระจาย ขนาดจะเข้า thailinuxcafe webboard ยังแข็งเลย... (ไม่รู้ว่าบักที่ไหน คาดว่าจะเป็นที่การคอมไพล์ package ของ PCLOS เองมั้ง ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นแบบนี้บ้างหรือเปล่า) เอาละ ก็เลยต้องกลับมาใช้หมาย่าง(Firefox -- แต่จริงๆ มันเป็นแพนดาแดงนะ)ซึ่งทาง PCLOS เตรียม 1.5.0.1 มาให้แต่ก็แน่นอนว่ามันไม่สามารถตัดคำไทยแบบ out of the box เหมือน Ubuntu (อิจฉาเล็กๆ) ก็เลยต้อง build ใหม่เองรวมกับ patch libthai ใช้เวลา 45 นาทีก็ได้ FF 1.5.0.1 ตัดคำไทยด้วย libthai ออกมาใช้ (ยังคงมีบักแบบเดิมนะครับ เคอร์เซอร์ใน text edit area กระโดด แล้วก็มีตัวอักษรแปลกๆ เหมือนเป็น newline character โผล่ออกมา) แล้วก็ทำการปรับแต่ง script สำหรับเรียก firefox อีกนิดหน่อยได้แก่ path สำหรับเรียกโปรแกรมและปลักอินก็เรียบร้อย (ขี้เกียจลงปลักอินใหม่ ของ PCLOS ให้มาหมดแล้วดีจัง :D)

เนื่องจาก PCLOS ท่านสร้าง Kmenu ของท่านเอง ทำให้ผมหาอะไรไม่ค่อยจะเจอว่ามันเอาไปเก็บไว้ที่ไหนฟระ กว่าจะหาเจอนี่แทบแย่ ไล่ดูมันทีละเมนู ไอ้พวกโปรแกรมที่มันพื้นฐานก็หาเจอหรอก แต่โปรแกรมเฉพาะบางอย่างนี่ดันเอาไปเก็บไว้ผิดที่ ตัวอย่างเช่น KBabel ที่เอาไว้แปลไฟล์ .po ซึ่งปกติ KDE จะรวมมาไว้ที่ kdevelop (เพราะมันเป็นเครื่องมือสำหรับพัฒนาแอพพลิเคชัน) แต่พี่ท่านดันเอาไปไว้ที่ Office>Accessories กรูละงง หรือพวกโปรแกรมกราฟิก ท่านเอาไปรวมกับ Multimedia เล่นเอาหาไม่เจอเลย หรือ Super Karamba ท่านเอาไปไว้ที่ Monitor คือก็เข่้าใจว่า theme ส่วนใหญ่ที่มีคนเขียนขึ้นมาเนี่ย มันเอาไว้ monitor ระบบ แต่ KDE ก็จัดมันไว้ที่ kdeutils สรุปว่า หาไม่เจอ ก็ต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยพักใหญ่เหมือนกัน อีกเรื่องคือ เดี๋ยวนี้เขาไม่ build kdebase โดย enable samba กันแล้วเหรอ? ตอนยังใช้ Yoper มัน Access เครื่องวินโดวส์ในบ้านโดยผ่าน Konqueror ได้เลย อะ เดี๋ยวนี้ต้องเข้าผ่าน smb4k เห็นมาหลายดิสโทรแล้ว แล้วก็ browse LAN ไม่ได้เพราะไม่ได้เปิด lisa

แต่ส่วนที่ชอบนี่มีเยอะ
  • สวยดี มี kwin, style builtin มาให้เลือกแต่งเยอะ มีกระทั่ง Baghira
  • ให้ plugins ของ Firefox มาพร้อม ไม่ต้องไปตามโหลดมาใส่เอง (ไม่รู้จะมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์หรือเปล่า)
  • Multimedia พร้อม -- เล่น MP3, Ogg, m4a (AAC) ที่แปลงมาจาก iTunes, DVD, VCD ฯลฯ ได้ทันทีโดยไม่ต้องไปตามหาตัว codec มาลงเองเหมือนบางดิสโทร
  • upgrade package ง่ายผ่าน apt (อันนี้ไม่มีอะไรใหม่ หลายดิสโทรก็ใช้)
  • ชอบ YaKuake terminal emulator จัง มันเปิดหน้า terminal เหมือนเปิด console ในเกมส์พวก Half-Life หรือ Quake อะ เปิดหน้าลงมาหรือหดกลับขึ้นไปด้วย F12
  • เข้าไปที่ partition ของวินโดวส์ได้โดยเป็น user ธรรมดา (แต่กลุ่ม root) แล้วก็อ่านภาษาไทยออกด้วย T^T ดีจัง (ตอนใช้ Yoper ต้องเป็น root ไม่งั้นเข้าไม่ได้)
  • เปลี่ยน bootsplash ได้ง่ายนิดเดียว
  • ชอบ KDE splash theme ที่ให้มาจัง เป็นรูปตรวจสอบลายนิ้วมืออะ ชื่อ FingerPrint

splash

  • พอใส่ libthai เข้าไป เกือบทุกโปรแกรมใน KDE ตัดคำไทยได้หมด (ขอบคุณคุณเทพ กับคุณ ott ด้วยที่ช่วยผลักดันภาษาไทยเข้า Qt :D) ยกเว้น scribus ไม่รู้มันใช้อะไรตัดคำ แต่ที่แน่ๆ คงไม่ใช่ Qt
  • apps ตรึม แทบไม่ต้องไปหาอะไรมาเพิ่ม (นอกจาก upgrade)
จบแล้ว คราวหน้ามา hack หน้า about: กับ about/credits dialog ของ FF กันดีกว่า ฮี่ๆ

Tuesday, April 11, 2006

Back on track, Woo Hoo!!

ได้เวลากลับมาแปล KDE ต่อแล้ว... หลังจากหยุดไปพักนึง อ่านหนังสือเตรียมสอบ (ซึ่งตอนนี้ก็ยังเสียวๆ สันหลังอยู่เหมือนกัน แต่ดีกว่าเดิมหน่อย)

คราวนี้จะเอาให้ภาษาไทย ออกไปพร้อมกับ release ถัดไปให้ได้

เป้าหมาย...

  • kdelibs.po >= 90% -- เกือบแล้ว อีก 5%
  • desktop_kdelibs.po 100% -- เรียบร้อย
  • desktop_l10n.po 100% -- เรียบร้อย
  • kdebase 75% -- เกินไปนานแล้ว
ดูจากที่นี่
สู้ว้อย...

Saturday, April 01, 2006

System recovery

จากคราวก่อนที่สูญเสียระบบไปด้วยความประมาท... คราวนี้ก็มาถึงเวลาต้องกู้ระบบคืน เพราะไม่งั้นไม่มีเครื่องใช้

เริ่มจากการบูตแผ่น Recovery CD ก่อนซึ่ง แน่นอนว่ามันยังทำอะไรไม่ได้ ก็ออกมาจากโปรแกรม recovery แล้วจัดการ fdisk ลบ Linux partitions ออกแล้วสร้าง partition หลักขึ้นมาบน HDD ก่อน เอาละ เนื่องจากว่าผมเพิ่งเคยใช้แผ่นนี้เป็นครั้งแรก ก็เลยไม่รู้ว่ามันจะทำอะไรให้บ้าง พอสร้าง partition เสร็จก็จัดการบูตใหม่แล้วเลือกใช้ตัวเลือกในการติดตั้งวินโดวส์เข้าไปใหม่ ปรากฏว่า Disk error เพราะยังไม่ได้ format -_-'

เอาใหม่ ทีนี้ format c: แล้วก็นั่งรอไปจนเสร็จ ตั้งชื่อ Volume label ว่า WINXP แล้วบูตกลับเข้าไปในโปรแกรมสำหรับกู้ระบบอีกครั้ง ทีนี้ผ่านไปได้ถึงขั้นตอนจะก็อปไฟล์ลงฮาร์ดดิสก์ แต่ก็เกิดข้อผิดพลาดมากมาย แล้วก็หลุดออกมาที่ prompt แถม error message ก็ไม่สื่ออะไรเลย ตอนนี้เหงื่อโง่ออกมาอีกครั้ง... o_O" (เอาล่ะสิกรู ทำไมฟระ) นั่งแกะไปแกะมา อ่าน batch file ดู error message จนรู้สึกได้อะไรเลาๆ คล้ายๆ ว่ามันเกิดข้อผิดพลาดตอนใช้คำสั่ง label หรือไงนี่แหละ ดูตามไปตามมา สุดท้ายก็มารู้ว่า ถ้าตั้งชื่อ Volume label เป็นอย่างอื่นนอกจาก HDD มันจะ error

ทีนี้เปลี่ยนชื่อ Volume label กลับไปเป็น HDD ทุกอย่างก็สามารถทำงานได้ตามปกติ รอจนมันก็อปไฟล์เสร็จแล้วบูตใหม่ ทีนี้ ติดกลับมาที่ GRUB prompt -_-' (อะไรกันนักกันหนาวะ) เอ้า บูตกลับเข้า CD อีกทีแล้วสั่ง fdisk /mbr ทีนี้ก็สามารถบูตกลับเข้าฮาร์ดดิสก์ได้ตามปกติ เร็วดีแฮะ 15 นาทีเอง นึกในใจ แต่ปรากฏว่า จริงๆ แล้วเป็นแค่การก็อปไฟล์สำหรับ install winXP เสร็จเท่านั้น ยังไม่ได้ติดตั้ง สรุป... ต้องรอมัน install อีกกว่าครึ่งชั่วโมง (เป็นประสบการณ์แปลกใหม่เลยนะเนี่ย ผมไม่เคยลง WinXP เองเลย เชื่อมะ :D)

ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง ทีนี้บูตเข้า WinXP pro ได้สำเร็จหลังจากตัว installer มันรีบูตให้อยู่หลายครั้งแต่มันปรับหน้าจอให้ที่ 800 x 600/64k สี, ยังไม่มีเสียง, ไม่มีอะไรเลย มาแบบซิงๆ และยังไม่ได้ Activate มีหน้าจอขึ้นมาเตือน แล้วลอง activate ก็ไม่ได้วุ้ย ขึ้นว่าใส่ serial ผิดอยู่นั่นแหละ หันไปดูที่คู่มือ อ้อมีตัว activate อยู่อีกแผ่นนี่เอง เป็นแผ่น driver ก็จัดการลงไดรเวอร์แล้วก็ activate ไป เฮ้อ... เสร็จไปหนึ่งขั้น

ขั้นต่อมา WinXP ตัวที่ให้มามันเป็นเวอร์ชัน 2002 + SP1 เราก็ต้องมาลง SP2 เอง แล้วก็คุ้ยแผ่น Nod32 antivirus ที่เราซื้อมาจากเมืองไทยแล้วก็ update ฟรี 1 ปี ราคา 249 บาท มาติดตั้งแล้วก็อัพเดต

จากนั้นก็จัดการกับ Windows update เพื่ออุดรูรั่ว รวมๆ ดาวน์โหลดมา update ทั้งหมดประมาณกว่า 200 - 300 เม็ก

แล้วก็ดาวน์โหลดและลงโปรแกรมที่สำคัญๆ สำหรับให้มีใช้งานก่อนก็คือ OO.o กับ Thai Community Firefox 1.5.0.1.1, Flashget เรื่องอื่นๆ ไว้ว่ากันทีหลัง ที่ต้องดาวน์โหลดใหม่เพราะว่า ที่ดาวน์โหลดไว้มันหายไปกับ ArkLinux หมดแล้ว


สุดท้าย มีเครื่องใช้แก้ขัดจนได้ หุหุ รางวัลสำหรับการอ่านข้อสอบจบ 1 ชุดคือการได้ล้างเครื่องลง WinXP ใหม่นี่เอง T-T (ผิด concept ไปหน่อย)

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...
  • ก่อนจะทำอะไรกับระบบ ไม่ว่าจะลง Linux หรือบางทีแค่ลง driver ก็ควรจะ backup ระบบและข้อมูลไว้ก่อน
  • จากการลง Windows ใหม่ ทำให้ผมรู้สึกว่า ลง Linux นี่มันง่ายกว่า 20-30 เท่าเลยแฮะ เพราะ
    • ที่ผ่านมาลงแต่ linux (มี TLE, Yoper แล้วก็ Ark ตัวแสบนี่แหละ)ซึ่งลงเสร็จบูตเสร็จปรับแต่งหน้าตาอีกนิดหน่อย มี application พร้อมใช้งานเป็นร้อยตัว
    • ไม่ต้อง ดาวน์โหลด security patch เยอะขนาดนี้ (นอกจากคุณจะ apt-get upgrade หรือ smart upgrade)
    • ไม่ต้องลง antivirus ไม่ต้องตาม update definition
  • แผ่น recovery นี่มันห่วยจัง แค่ตั้งเงื่อนไข partition ไม่ตรงก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ถ้าเป็นคนที่ไม่มีความรู้ ส่งกลับ manufacturer กินเงินค่าซ่อมสบาย
  • อินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการติดตั้งระบบปฏิบัติการ
  • ให้อ่าน และคิดก่อนที่จะทำ ถ้าไม่แน่ใจให้ถอยสถานเดียว -_-'
จบ

ปล. การเสียระบบไปครั้งนี้นี่ ข้อดีอีกข้อคือ ดูเหมือนทำให้ผมตั้งใจอ่านหนังสือมากขึ้น เพราะไม่มีของที่ชอบเล่น (linux) มาอยู่ตรงหน้าแฮะ -_-' อืม อาจจะเป็นสิ่งที่ดีก็ได้

Thursday, March 30, 2006

Accident!!!

อุบัติเหตุ... เป็นสิ่งที่เราคาดไม่ถึงและไม่อยากให้เกิดขึ้นกับเรา แต่บางครั้งมันก็เกิดจากความไม่รู้ผสมโรงกับความประมาทได้ อันเป็นเรื่องราวที่จะเป็นอุทาหรณ์สอนใจผมไปตลอดนับจากนี้

ประมาณ 2 อาทิตย์ก่อน หลังจากที่ได้ลง Yoper 3.0 Beta (Blacksand) แล้ว ผมรู้สึกว่า อะไรต่างๆ ในเวอร์ชันนี้ยังไม่ค่อยพร้อม และเราเองก็ยังไม่ได้ลงโปรแกรมอะไรมากเท่าไหร่ (จริงๆ ก็เยอะเหมือนกันนะ ทั้งลง CUPS ใหม่, libthai, font ไทย, kdesdk, The Gimp, gimp-print, amaroK 1.4 beta2, และ libraries อื่นๆ อีกมากมาย compile เองกับมือเลย ยังกะ Gentoo แน่ะ) ก็เลยตัดสินใจทำการ format เพื่อที่จะหา Linux ที่มันพร้อม ๆ ในด้านต่างๆ ใช้แก้ขัดไปก่อน หันไปมองดูที่ distrowatch ก็เจอเข้ากับ ArkLinux 2006.1-rc1 อืม... ใช้ได้แฮะ ให้อะไรๆ มาใหม่ดี และใช้ rpm ในการจัดการ package (ยังไม่อยากย้ายค่ายไปซบ Debian :D) ก็จัดการดาวน์โหลดมาเผาลงแผ่นเสร็จลองบูตดู ก็ขึ้นเข้า installer ได้ไม่มีปัญหาอะไร เรียบร้อยก็ถอยก่อน คาดว่าคงจะใช้ได้ รอจนได้โอกาสดี อ่านข้อสอบจบไป 1 ชุด ก็ให้รางวัลตัวเองด้วยการลง ArkLinux 2006.1-rc1 ก็บูตแผ่นแล้วเข้ามาที่หน้าติดตั้งตามปกติ ซึ่งมีให้เลือกแบบ System install กับ Expert mode เราก็เลือก Expert mode ซึ่งมันก็เรียกโปรแกรม qtparted (ชอบใช้เวอร์ชัน cvs กันจังเลยวุ้ย มันน่าจะใช้ stable มากกว่า) ขึ้นมาสำหรับจัดการกับ partition เราก็จัดการ format partition ของ Yoper โดยเหลือ /home เอาไว้ ก็คาดว่าคงไม่เป็นไร ไม่ได้ backup อะไรเอาไว้เลยทั้งใน win หรือ Yoper พอเสร็จก็กด apply แล้วก็ออกจาก qtparted ปรากฏว่า ตัว installer เกิดข้อผิดพลาดแล้วก็บูตใหม่ ลอง 2-3 ทีก็เป็นอย่างเดิม ก็เลยคิดว่าอืม จัดพาร์ติชันแล้วคงไม่เป็นอะไร พอเข้ามาอีกทีก็กดที่ System install โดยไม่ได้อ่านให้ดีก่อน ผลก็คือ มันจัดการล้าง HDD ทั้งหมดเพื่อติดตั้ง ArkLinux!!! หมดกัน!!! ทั้งเพลง ทั้งรูป ทั้งวิดีโอ (สองอันนี้เสียใจสุด) และเอกสารต่างๆ สลายไปต่อหน้าต่อตา T-T

Danger!

ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือว่า หลังจากรอจนติดตั้งเสร็จ ก็ขอลองบูตหน่อยเหอะ ก็บูตได้จนเสร็จแต่ดันเข้า X ไม่ได้ เข้าๆ ออกๆ อยู่นั่นแหละเหมือนว่าตั้งค่าหน้าจอหรือการ์ดจอไม่สำเร็จ จะให้มานั่งแก้ก็ไม่เอาละ ตอนนั้นมึนแล้ว... ปิดเครื่องแล้วสูดหายใจลึกๆ ซับเหงื่อโง่ แล้วก็คุ้ยแผ่น recovery CD ออกมาเพื่อที่จะใช้ลง Windows ใหม่ (ดีนะที่แผ่นกู้ระบบมันไม่ต้องอาศัย recovery partition ไม่งั้นเครื่องนี้ได้เป็น pure Linux แน่)

ผลจะเป็นอย่างไรต่อไป โปรดติดตาม...

つづく

Monday, March 27, 2006

สอบเสร็จแว้วว

วู้ฮู้...

ในที่สุดก็สอบเสร็จไปแล้ว ... วันเสาร์ตื่นขึ้นมาตอนตี 5 (จริงๆ คืนนั้นรู้สึกเหมือนนอนไม่หลับ) อาบน้ำ แปรงฟัน แล้วไปสวดมนต์ไหว้พระ ก่อนที่จะจูบลา Boss ไปสอบ

สอบครึ่งแรกเสร็จ พักเที่ยง ลงไปหาข้าวกิน ปรากฏว่า วันเสาร์เป็นวันที่เงียบมาก บริเวณนั้นไม่มีร้านอาหารเปิดเลยซักร้านเดียว เดินไปหาของกินเกือบกิโลแน่ะ -_-' แล้วก็กลับมารอเข้าสอบภาคบ่าย สอบเสร็จประมาณ 4 โมงครึ่งข้อสอบทั้งหมด 250 ข้อ เช้า 125, บ่าย 125 ให้เวลาครึ่งละ 3 ชม.

เท่าที่ทำดูก็เห็นว่า เอาข้อสอบเก่าๆ มาออกเยอะพอสมควรเลยแฮะ ถ้าจะมาสอบ AMC ภาค MCQ คาดว่า หาหนังสือข้อสอบ AMCQ กับข้อสอบเก่าๆ ซัก 5-10 ปีมาอ่าน (แต่เฉลยอาจต้องหาที่มัน update หน่อย เพราะว่า line of management มันก็เปลี่ยนไปเยอะ เมื่อเทียบตอนนี้กับ 10 ปีก่อน -- สามารถหาข้อมูลทางการแพทย์ได้ตามอินเทอร์เน็ต ผมใช้ GP Notebook ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับ GP ของอังกฤษ พวกทฤษฎีและ line of management คล้ายๆ กับออสเตรเลีย) อาจจะไม่ต้องเข้า course เรียน MCQ ก็ได้ ถ้าสามารถหาข้อสอบเก่าๆ มาทำได้ (ผมได้ข้อสอบเก่ามาด้วยความเอื้อเฟื้อจากหมอโอ ที่ตอนนี้ทำงานเป็นหมออยู่ใน Melbourne แล้ว ขอบคุณครับ :D) หนังสือเพิ่มเติมก็ Harrison, Davidson, General Practice ของ John Murtagh, Textbook of Surgery ของ Tjundra

ทำๆ ไปก็รู้สึกว่าตัวเองทำได้มากกว่าคราวที่แล้ว ก็ได้แต่หวังว่า คราวนี้คงสามารถผ่านไปสมัครสอบ OSCE ได้ซะที

สอบเสร็จกลับบ้าน ไปกินข้าวกับ Boss แล้วหลับเป็นตาย เหนื่อยจังงงง....



済む